ลำดับขีดในการเขียนอักษรจีน 汉字笔顺

หลักเกณฑ์ในการเขียนลำดับขีดของตัวอักษรจีน

1.เขียนเส้นซ้ายก่อนเส้นขวา 先撇后捺 : 人 八 入

 

2.เขียนเส้นขวางก่อนเส้นตั้ง 先横后竖:十 王 干

3.เขียนเส้นบนก่อนเส้นล่าง 从上到下:三 竟 音

4.เขียนจากซ้ายไปขวา 从左到右:理 利 礼 明 湖

5.เขียนจากนอกเข้าใน 先外后里: 问 同 司

6.เขียนจากนอกเข้าหาในเสร็จแล้วจึงปิด 先外后里在封口:国 圆 园 圈

7.เขียนส่วนกลางก่อนสองข้าง 先中间后两边:小 水 永

หลักเกณฑ์เพิ่มเติม

1.เขียนเป็นขีดแรกเมี่อ “丶” อยู่ตำแหน่งตรงกลางหรือด้ายซ้ายของส่วนบนตัวอักษร 点在上部或左上,先写点:衣 立 为

2.เขียนเป็นขีดสุดท้ายเมื่อ “丶” อยู่ตำแหน่งขวาบนหรือด้านในของตัวอักษร 点在右上或在字里,后写点:发 瓦 我 叉 龙

3.อักษรที่ที่มีโครงสร้างครอบด้านบนขวาหรือบนซ้าย ให้เขียนด้านนอกก่อนด้านใน 上右和上左包围结构的字,先外后里:厅 座 屋

4.อักษรมีโครงสร้างลักษณะส่วนซ้าย-ล่างทำหน้าที่เป็นส่วนโอบล้อมส่วนอื่น 1) ให้เขียนส่วนบนและขวาก่อน ค่อยเขียนส่วนซ้ายและส่วนล่าง หากส่วนซ้าย-ล่าง เป็นหมวดคำ “ 辶” หรือ “廴” 2)ให้เขียนส่วนซ้ายและล่างก่อน ค่อยเขียนส่วนบนและขวาทีหลัง ในกรณีส่วนซ้าย-ล่าง เป็นหมวดคำอื่นๆ 左下包围结构的字:1)左下是“辶”或“廴”,先写右上,后写左下;2)左下是其他部件,先写左下,后写右上

5.อักษรโครงสร้าง “ขวาบนล้อมซ้ายล่าง”ให้เขียนส่วนบนและส่วนขวาก่อน ค่อยเขียนส่วนในทีหลัง 上右包围结构的字,先写上右,后写里边:司、句、匀

6.อักษรที่มีโครงสร้างครอบด้านล่างทั้งซ้ายขวา ให้ด้านในก่อนด้านนอก 左下右包围结构的字,先里后外:凶 画

7.อักษรโครงสร้าง “ซ้ายบนล้อมขวาล่าง” ให้เขียนส่วนบนและด้านในก่อน ค่อยเขียนส่วนซ้ายและส่วนล่างทีหลัง 上左下包围结构的字,先上后里在左下 医 巨 匠 区

8.อักษรที่มีโครงสร้างครอบด้านบนทั้งซ้ายและขวา ให้เขียนด้านนอกก่อนด้านใน左上右包围结构的字,先里后外:同 用 风

หมายเหตุ

1.ตัวอักษรที่มีลักษณะตรงกลางโดดเด่น และค่อนข้างสมมาตรซ้ายขวา เช่น 中间突出的字,如“山”、“小”、“办”、“水”、“承”等。

2.ตัวอักษรที่มีจุดด้านบนขวา 上有点的字,如“犬”、“尤”、“戈”、“龙”、“成”等。

3.ตัวอักษรที่มีลักษณะด้านบนครอบด้านล่าง 上包下的字,如“冈”、“同”、“网”、“周”、等。

4.ตัวอักษรที่มีลักษณะด้านล่างครอบด้านบน 下包上的字,如“凶”、“画”、“函”、“幽”等。

5.ตัวอักษร “กรอบสามขีด” “三框”也叫“匠字框”,如“区”、“匹”、“巨”、“医”等。

6.ตัวอักษรกล่องรูปตัวโข่ว (รูปปาก) “大囗”即大口框,如“四”、“回”、“园”、“国”等。

เส้นต่าง ๆ ในองค์ประกอบของอักษรจีน 汉字笔画

1 ㇔(丶) 点 diǎn จุด

Slide1

2 ㇐(一) 横 héng เส้นขวาง

Slide2

3 ㇕(𠃍) 横折 héng zhé เส้นขวางหักลง

Slide3

4 ㇍ 横折弯 héng zhé wān เส้นขวางหักลงหักขวาง

Slide4

5 ㇈ 横折弯钩 héng zhé wān gōu
เส้นขวางหักลงหักขวางตวัดขึ้น

Slide5

6 ㇅ 横折折 héng zhé zhé
เส้นขวางหักลงหักขวา

Slide6

7 ㇎ 横折折折 héng zhé zhé zhé
เส้นขวางหักลงหักขวางหักลงหักขวาง

Slide7

8 ㇡(𠄎) 横折折折钩
héng zhé zhé zhé gōu
เส้นขวางหักลงขวางหักลงตวัดขึ้น

Slide8

9 ㇋ 横折折撇
héng zhé zhé piě
เส้นขวางตวัดซ้ายหักขวาลากซ้าย

Slide9

10 ㇊ 横折提
héng zhé tí
เส้นขวางหักลงตวัดขึ้นขวา

Slide10

11 ㇆(𠃌) 横折钩
héng zhé gōu
เส้นขวางหักลงตวัดขึ้นซ้าย

Slide11

12 乁 横捺
héng nà
เส้นขวางหักลงเบี่ยงขวา

Slide12

13 ㇇ 横撇
héng piě
เส้นขวางลากลงซ้าย

Slide13

14 ㇌ 横撇弯钩
héng piě wān gōu
เส้นขวางตวัดซ้ายต่อโค้งตวัดขึ้น

Slide14

15 ㇠ (乙) 横斜弯钩
héng xié wān gōu
เส้นขวางหักลงซ้ายวกไปทางขวาตวัดขึ้น

Slide15

16 ⺄ 横斜钩
héng xié gōu
เส้นขวางหักลงเอียงงอขึ้น

Slide16

17 ㇖(乛) 横钩 héng gōu
เส้นขวางตวัดลงซ้าย

Slide17

18 ㇑(丨) 竖 shù เส้นตั้ง

Slide18

19 ㇄ 竖弯 shù wān เส้นตั้งหักขวา

Slide19

20 ㇟(乚) 竖弯钩 shù wān gōu
เส้นตั้งหักขวาตวัดขึ้น

Slide20

21 ㇗(𠃊) 竖折 shù zhé
เส้นตั้งหักขวายาว

Slide21

22 ㇞(𠃑) 竖折折 shù zhé zhé
เส้นตั้งหักขวาหักลง

Slide22

23 ㇉ 竖折折钩
shù zhé zhé gōu
เส้นตั้งหักขวาหักลงตวัดขึ้นซ้าย

Slide23

24 ㄣ 竖折撇
shù zhé piě
เส้นตั้งหักขวาหักเบี้ยงซ้าย

Slide24

25 ㇙(𠄌) 竖提
shù tí
เส้นตั้งตวัดขึ้นขวา

Slide25

26 ㇓(丿) 竖撇 shù piě
เส้นตั้งเบี่ยงซ้าย

Slide27

27 ㇚(亅) 竖钩 shù gōu
เส้นตั้งตวัดขึ้นซ้าย

Slide26

28 ㇒ 撇 piě เส้นลากซ้าย

Slide28

29 ㇜(𠃋) 撇折 piě zhé
เส้นลากซ้ายหักขวา

Slide29

30 𠃉 撇横斜弯钩
piě héng xié wān gōu
เส้นเบี่ยงซ้ายหักขวางหักลงเบี่ยงซ้ายวกขวาตวัดขึ้น

Slide30

31 α 撇湾捺 piě wān nà
เบี่ยงลงวกขึ้นเบี่ยงลงขวา

Slide31

32 ㇛(𡿨) 撇点 piě diǎn เส้นลากซ้ายต่อจุดยาว

Slide32

33 ㇢ 撇钩 piě gōu
เส้นเบี่ยงซ้ายหักขึ้น

Slide33

34 ㇀ 提 tí
เส้นตวัดจากซ้ายขึ้นขวา

Slide34

35 ㇝(乀) 提捺 tí nà
เส้นตวัดจากซ้ายขึ้นขวาหักลงขวา

Slide35

36 ㇂ 斜钩 xié gōu
เส้นเบี่ยงขวาตวัดขึ้น

Slide36

37 ㇃ 卧钩 wò gōu
เส้นเอียงนอนงอขึ้น

Slide37

38 ㇏ 捺 nà เส้นลากขวา

Slide39

39 ㇁ 弯钩 wān gōu
เส้นโค้งตวัดขึ้น

Slide38

40 ㇣ 圈 quān วงกลม

Slide40

ทฤษฏีการลดขีดอักษรจีนจากตัวอักษรรูปเดิมเป็นอักษรลดรูป

          ในปีคศ 1996  รัฐบาลจีนได้ประกาศใช้ตัวอักษรจีนระบบใหม่อย่างเป็นทางการ การดัดแปลงตัวอักษรจีนระบบใหม่จากตัวอักษรจีนระบบเก่ามี 3 วิธี คือ 1.ตัดบางส่วนของตัวอักษรเก่าออก 2.เปลี่ยนแปลงลักษณะของตัวอักษรเก่า 3.ใช้ตัวอักษรที่เขียนง่ายกว่าแทนอักษรเก่า

อนึ่งอักษรจีนบางตัวสามารถดัดแปลงได้หลายวิธีเพื่อเขียนง่ายขึ้น โดยมีหลักการดังนี้

1.ตัดบางส่วนของตัวอักษรเก่าออก

1.1 ตัดด้านข้างออก

  • ตัดข้างซ้าย 录  誇
  • ตัดข้างขวา  號号 類
  • ตัดข้างบน   雲云 麼
  • ตัดข้างล่าง     麗丽 禦

1.2 ตัดทั้งสองข้างออก

  • ตัดข้างบนและข้างล่าง 裡
  • ตาข้างซ้ายและข้างขวา 術
  • ตัดข้างขวาและข้างล่าง 聲

1.3 ตัดมุมออก

  • ตัดมุมขวาบน 際
  • ตัดมุมขวาล่าง 陽
  • ตัดมุมซ้ายบน 懇

1.4 ตัดส่วนนอกและส่วนในหรือส่วนกลางออก

  • ตัดส่วนในออก 廣广  廠
  • ตัดส่วนนอกออก 開开 迴回    
  • ตัดตรงกลาง 奮奋 尋

1.5 ตัดส่วนที่ซ้ำกันออก 競竞 蟲

1.6 ตัดส่วนอื่นๆ

齿

 

2.เปลี่ยนแปลงลักษณะของตัวอักษรจีนระบบเก่า

2.1 เปลี่ยนส่วนที่อิงลักษณะ  (换形旁)

2.1.1  เปลี่ยนส่วนที่อิงเสียง (换声旁)

2.1.2  เปลี่ยนส่วนที่อิงลักษณะหรืออิงเสียง

2.1.3  เปลี่ยนส่วนที่อิงลักษณะและส่วนที่ยิงเสียง

  • เปลี่ยนส่วนอิงความหมาย 體体 塵尘     
  • เปลี่ยนเค้าโครงหรือใช้สัญลักษณ์อื่นมาแทน 齊齐 爾
  • เปลี่ยนเค้าโครงส่วนบน 變
  • เปลี่ยนเค้าโครงส่วนล่าง 當
  • เปลี่ยนเค้าโครงข้างซ้าย 報
  • เปลี่ยนเค้าโครงข้างขวา 彌
  • เปลี่ยนเค้าโครงข้างใน 團
  • ใช้สัญลักษณ์อื่นที่มีจำนวนขีดน้อยกว่ามาแทน

 

  1. ใช้ตัวอักษรที่เขียนง่ายกว่ามาแทนตัวอักษรจีนระบบเก่า

祗/隻

อ้างอิง

คู่มืออักษรจีน สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
รศ.เสาวภาคย์ วรลัคนากุล

ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของตัวอักษรภาษาจีน

ตอนที่ 2

การพัฒนาของอักษรจีนสามารถแบ่งได้เป็นช่วงเวลาคร่าวๆดังนี้

1.ช่วงเวลาอักษรจีนโบราณ

1.1 อักษรกระดองเต่า (甲骨文)
สมัยราชวงศ์ซาง ปี 1766  ถึงปี 1122 ก่อนคริสตศักราช

1.2 อักษรจินเหวิน (金文)
สมัยราชวงศ์โจว ปี 1122  ถึงปี 256 ก่อนคริสต์ศักราช

1.3 อักษรเสี่ยวจ้วน (小篆)
สมัยราชวงศ์ฉิน ปี  221 ถึงปี 206 ก่อนคริสต์ศักราช

2.ช่วงเวลาอักษรจีนปัจจุบัน

2.1 อักษรลี่ซู  (隶书)
สมัยราชวงศ์ฮั่น  220 ปีก่อนคริสต์ศักราช - ปัจจุบัน

2.2 อักษรบรรจง(楷书)
สมัยปลายราชวงศ์ฮั่น  206 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนถึงปัจจุบัน

2.3 อักษรหวัด(草书)
เป็นศิลปะการเขียนพู่กันแบบหวัดที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  คริสตศักราช 25 - ปัจจุบัน

2.4 อักษรบรรจงแกมหวัด(行书)
เป็นศิลปะการเขียนพู่กันแบบหวัด ที่เกิดขึ้นหลังสมัยเว่ย - จิ้น  คริสตศักราช 265 - ปัจจุบัน

3.ช่วงเวลาการย่อรูปของอักษรจีน(简体字)

          เป็นอักษรจีนที่ถูกรถขีดให้เหลือขีดน้อยลงในสมัยปฏิรูปตัวอักษรจีนเมื่อปี 1956  ถูกใช้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่และทั่วโลก 简体字 ซึ่งอักษรจีนที่ไม่ได้ถูกลดรูปจะถูกเรียกว่า 繁体字 ใช้ในไต้หวันและฮ่องกงเป็นหลัก

 

พัฒนาการของตัวอักษรในสมัยต่างๆ

1.อักษรกระดองเต่า / อักษรบนกระดูกสัตว์ (甲骨文)

          เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนันประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘กระดูกมังกร’ จึงนำมาใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมาเนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความสนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิจัย จึงพบว่ากระดูกมังกรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึกอักขระโบราณของยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล

          อักษรกระดองเต่าเป็นอักษรโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีนเท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน ส่วนมากมากอยู่ใน รูปของบันทึกการทำนายที่ใช้มีดแกะสลักหรือจารลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ ปรากฏ แพร่หลายในราชสำนักซางเมื่อ 1,300 – 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ลักษณะของตัวอักษรบางส่วน ยังคง มีลักษณะของความเป็นอักษรภาพอยู่ โครงสร้างตัวอักษรเป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกัน  ขนาดใหญ่บ้างสูงถึงนิ้วกว่า ขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บางครั้งในอักขระตัวเดียวกันยังมีวิธีการเขียนที่ แตกต่างกัน

          อักษรกระดองเต่า / อักษรบนกระดูกสัตว์ ยังมีการพัฒนาการในแต่ละช่วงเวลา โดยมี ลักษณะพิเศษ กล่าวคือ ยุคต้น ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ยุคกลาง มีขนาดเล็กและลายเส้นที่เรียบง่ายกว่า ความเป็นเอกภาพของแต่ละตัวอักษรยังไม่คงที่ บางครั้งตัวอักษรหลายตัวเขียนชิดติดกันจนดูคล้ายกับ เป็นตัวอักษรตัวเดียว หรือบางครั้งตัวอักษรเพียงหนึ่งตัวแต่เขียนห่างกันจนดูเหมือนเป็นตัวอักษร หลายตัว เมื่อถึงยุคปลายจะมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษร 金文 หรืออักษรโลหะ/สำริด ที่มีความเป็น ระเบียบมากขึ้น

 

2.อักษรจินเหวิน (金文)

          อักษรโลหะ(金文) เป็นอักษรที่ใช้ในสมัยซางต่อเนื่องถึงราชวงศ์โจว (1,100 – 771 ปีก่อนคริสตศักราช) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘จงติ่งเหวิน’(钟鼎文)หมายถึงอักษรที่หลอมลงบนภาชนะทองเหลืองหรือสำริด เนื่องจากตัวแทนภาชนะสำริดในยุคนั้นได้แก่ ‘ติ่ง’ 鼎

 

          ซึ่งเป็นภาชนะคล้ายกระถางมีสามขา ใช้แสดงสถานะทางสังคมของคนในสมัยนั้นและตัวแทนจากเครื่องดนตรีที่ทำจากโลหะ คือ 钟 ‘จง’ หรือระฆัง ดังนั้นอักษรที่สลักหรือหลอมลงบนเครื่องใช้โลหะดังกล่าวจึงเรียกว่า ‘จงติ่งเหวิน’ มีลักษณะพิเศษ คือ มีลายเส้นที่หนาหนัก ร่องลายเส้นราบเรียบที่ได้จากการหลอม ไม่ใช่การสลักลงบนเนื้อโลหะ อักษรโลหะในสมัยหลังรัชสมัยเฉิงหวังและคังหวังแห่งราชวงศ์โจว จะมีความสง่างาม สะท้อนภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็น

          เนื้อหาที่บันทึกด้วยอักษรโลหะ โดยมากเป็น คำสั่งการของชนชั้นผู้นำ พิธีการบูชาบรรพบุรุษ บันทึกการทำสงคราม เป็นต้น มีการบันทึกการค้นพบอักษรโลหะตั้งแต่รัชสมัยฮั่นอู่ตี้ในราชวงศ์ฮั่น (116 ปีก่อนคริสตศักราช) บนภาชนะ ‘ติ่ง’ 鼎 ที่ส่งเข้าวังหลวง ดังนั้น จึงมีการศึกษาและการทำอรรถาธิบายจากปัญญาชนในยุคต่อมา

 

3.อักษรเสี่ยวจ้วน (小篆)

          จากสมัยชุนชิวจั้นกว๋อจนถึงยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (770 – 202 ปีก่อนคริสตศักราช) โครงสร้างของตัวอักษรจีนโดยมากยังคงรักษารูปแบบเดิมจากราชวงศ์โจวตะวันตก ซึ่งนอกจากอักษรโลหะแล้ว ยังมีอักษรรูปแบบต่าง ๆที่เหมาะกับการบันทึกลงในวัสดุแต่ละชนิด เช่น อักษรที่ใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหว่างแว่นแคว้นที่สลักลงบนแผ่นหยกก็ เรียกว่า หนังสือพันธมิตร หากสลักลงบนไม้ก็เรียกสาส์นไม้ หากสลักลงบนหินก็เรียก ตัวหนังสือกลองหิน ฯลฯ นอกจากนี้ ก่อนการรวมประเทศจีนบรรดาเจ้านครรัฐหรือแว่นแคว้นต่างก็มีตัวอักษรที่ใช้แตก ต่างกันไป ซึ่งส่วนหนึ่งได้แก่อักษรจ้วนใหญ่หรือต้าจ้วน (大篆)ซึ่งเป็นต้นแบบของเสี่ยวจ้วนในเวลาต่อมา

          ภายหลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกันในปีค.ศ. 221 แล้ว ก็ทำการปฏิรูประบบตัวอักษรครั้งใหญ่ โดยการสร้างมาตรฐานรูปแบบตัวอักษรที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ กล่าวกันว่า ภายใต้การผลักดันของมหาเสนาบดีหลี่ซือ ได้มีการนำเอาตัวอักษรดั้งเดิมของรัฐฉิน(อักษรจ้วน)มาปรับให้เรียบง่ายขึ้น จากนั้นเผยแพร่ออกไปทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ยกเลิกอักษรที่มีลักษณะเฉพาะจากแว่นแคว้นอื่น ๆในยุคสมัยเดียวกัน อักษรที่ผ่านการปฏิรูปนี้ รวมเรียกว่า อักษรเสี่ยวจ้วนหรือจ้วนเล็ก (小篆)ถือเป็นอักษรที่ใช้ทั่วประเทศจีนเป็นครั้งแรก

 

4.อักษรลี่ซู  (隶书)

          ขณะที่ยุคสมัยฉินประกาศใช้อักษรจ้วนเล็กอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนั้นก็ปรากฏว่ามีการใช้อักษรลี่ซู(隶书)ควบคู่กันไป โดยมีการประยุกต์มาจากการเขียนอักษรจ้วนอย่างง่าย อักษรลี่ซูทำให้อักษรจีนก้าวเข้าสู่ขอบเขตของอักษรสัญลักษณ์อย่างเต็มรูปแบบ อาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนรูปจากอักษรโบราณที่ยังมีความเป็นอักษรภาพสู่ อักษรจีนที่ใช้ในปัจจุบัน  

          สำหรับที่มาของอักษรลี่ซูนั้น กล่าวกันว่าสมัยฉินมีทาสที่เรียกว่าเฉิงเหมี่ยวผู้หนึ่ง เนื่องจากกระทำความผิด จึงถูกสั่งจำคุก เฉิงเหมี่ยวที่อยู่ในคุกคุมขังจึงคิดปรับปรุงตัวอักษรจ้วนให้เขียนง่ายขึ้น จากโครงสร้างกลมเปลี่ยนเป็นสี่เหลี่ยมกลายเป็นอักษรรูปแบบใหม่ จิ๋นซีฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงโปรดอย่างมาก จึงทรงแต่งตั้งให้เฉิงเหมี่ยวทำหน้าที่อารักษ์ในวังหลวง ต่อมาตัวหนังสือชนิดนี้แพร่หลายออกไป จึงมีการเรียกชื่อตัวหนังสือชนิดนี้ว่า อักษรลี่ซูหรืออักษรทาส (คำว่า ‘ลี่’ ในภาษาจีนหมายถึง ทาส)

          แต่ในเชิงโบราณคดีนั้น พบว่าอักษรลี่ซูเป็นอักษรที่ใช้เขียนบนวัสดุที่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่มาตั้งแต่ ยุคจั้นกว๋อจนถึงสมัยฉิน และมีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จวบถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นได้กลายเป็นอักษรที่ได้รับความนิยมสูงสุด

 

 

5.อักษรบรรจง(楷书)

          อักษรข่ายซู(楷书)หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอักษรจริง (真书)เป็นอักษรจีนรูปแบบมาตรฐานใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน (คำว่า ‘楷’ อ่านว่า ข่าย มีความหมายว่าแบบฉบับหรือตัวอย่าง) อักษรข่ายซูเป็นเส้นสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้น ภายใต้กรอบสี่เหลี่ยม หลุดพ้นจากรูปแบบอักษรภาพของตัวอักขระยุคโบราณอย่างสิ้นเชิง

          อักษรข่ายซูมีต้นกำเนิดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ภายหลังราชวงศ์วุ่ยจิ้น(สามก๊ก) (คริสตศักราช 220 – 316) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากการก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นใหม่ของอักษรลี่ซู พัฒนาตามมาด้วย อักษรข่ายซู เฉ่าซู และสิงซู ก้าวพ้นจากข้อจำกัดของลายเส้นที่มาจากการแกะสลัก เมื่อถึงยุคถัง(คริสตศักราช 618 – 907) จึงก้าวสู่ยุคทองของอักษรข่ายซูอย่างแท้จริง จวบจนปัจจุบัน อักษรข่ายซูยังเป็นอักษรมาตรฐานของจีน

 

6.อักษรหวัด(草书)

          ตั้งแต่กำเนิดมีตัวอักษรจีนเป็นต้นมา อักษรแต่ละรูปแบบล้วนมีวิธีการเขียนแบบตัวหวัดทั้งสิ้น จวบจนถึงราชวงศ์ฮั่น อักษรหวัดจึงได้รับการเรียกขานว่า ‘อักษรเฉ่าซู’ (草书)อย่างเป็นทางการ (คำว่า ‘เฉ่า’ ในภาษาจีนหมายถึง อย่างลวก ๆหรืออย่างหยาบ) อักษรเฉ่าซู เกิดจากการนำเอาลายเส้นที่มีแต่เดิมมาย่นย่อเหลือเพียงขีดเส้นเดียว โดยฉีกออกจากรูปแบบอันจำเจของกรอบสี่เหลี่ยมในอักษรจีน หลุดพ้นจากข้อจำกัดของขั้นตอนวิธีการขีดเขียนอักษรในแบบมาตรฐานตัวคัดหรือ ข่ายซู ในขณะที่อักษรข่ายซูอาจประกอบขึ้นจากลายเส้นสิบกว่าสาย แต่อักษรเฉ่าซูเพียงใช้ 2 – 3 ขีดก็สามารถประกอบเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกันได้ การเขียนอักษรจีนแบบหวัดถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของนักปราชญ์ชาวจีนในสมัยโบราณ มีนักคิดนักเขียนหลายท่านที่เขียนอักษรจีนแบบหวัดสวยงามจนกลายมาเป็นแบบอย่างของการเขียนพู่กันแบบหวัดในปัจจุบัน การปล่อยให้เส้นและลายเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติโดยไม่ได้อยู่ในกรอบ ทำให้ผู้เขียนสามารถสะท้อนความรู้สึก ณ เวลานั้นออกมาผ่านตัวอักษรได้

          ความสำคัญของอักษรแบบหวัดคือการทำให้ตัวอักษรหลายๆตัวถูกลดจำนวนขีดลง และถือเป็นหนึ่งในพื้นฐานของการลดขีดของตัวอักษรในปัจจุบัน

 

7.อักษรบรรจงแกมหวัด(行书)

          อักษรสิงซู(行书)เป็นรูปแบบตัวอักษรที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอักษรข่ายซูและ อักษรเฉ่าซู เกิดจากการเขียนอักษรตัวบรรจงที่เขียนอย่างหวัดหรืออักษรตัวหวัดที่เขียน อย่างบรรจง อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวอักษรกึ่งตัวหวัดและกึ่งบรรจง อักษรสิงซูกำเนิดขึ้นในราวปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก รวบรวมเอาปมเด่นของอักษรข่ายซูและเฉ่าซูเข้าด้วยกัน คือการเขียนแบบบรรจงแต่ประวัติปลายพู่กันแบบอักษรหวัด

          ตัวอักษรจีนสามารถแบ่งออกเป็นอักขระที่ใช้ในสมัยโบราณกับอักษรที่ใช้ใน ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น อักษรลี่ซูซึ่งเป็นรูปแบบของอักขระโบราณ อันเป็นต้นแบบของการปฏิรูปลักษณะตัวอักษรจีนครั้งใหญ่ กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างอักษรรุ่นเก่าและใหม่ ยุคสมัยที่ใช้อักษรลี่ซูและก่อนหน้านั้น ถือเป็นอักขระโบราณ ได้แก่ อักษรจารบนกระดูกสัตว์หรือเจี๋ยกู่เหวินจากสมัยซาง อักษรโลหะจากราชวงศ์โจวตะวันตก อักษรเสี่ยวจ้วนจากยุคสมัยจั้นกว๋อและสมัยฉิน หลังจากกำเนิดอักษรลี่ซูให้ถือเป็นอักษรในยุคปัจจุบัน อันได้แก่ อักษรลี่ซู อักษรข่ายซู สำหรับอักษรเฉ่าซูและสิงซู อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงพัฒนาการของรูปแบบตัวอักษร ไม่ใช่วิวัฒนาการของตัวอักษรจีนโดยรวม

 

 

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบอักษรจีน

 

 

          ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาของสังคมมนุษย์ เมื่อสังคมมนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น ภาษาและคำที่ใช้ในการสื่อสารกันจึงมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย ก่อนที่สังคมมนุษย์ยังไม่ได้สื่อสารกันผ่านตัวอักษรตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ระบบรูปแบบการสื่อสารที่ไม่ใช่การพูดมากมายหลายรูปแบบ แต่ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาตัวอักษรขึ้นมาแล้ว อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ตัวอักษรในแต่ละยุคสมัยมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง

 

1.เครื่องมือการเขียน

          อักษรลิ่มเป็นอักษรที่ใช้ในยุคแรกๆของโลกใบนี้ โดยวิธีการเขียนจะใช้เครื่องมือที่ทำจากหินขีดเป็นลิ่มลงบนดินให้ประกอบเป็นตัวอักษร  ชาวสุเมเรียน ก็ใช้ต้นอ้อหรือกระดูกสัตว์มาทำเป็นปากกา ในเกาหลีมีการใช้หมึกที่ทำมาจากโคลน ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารูปลักษณ์ของตัวอักษรจึงเปลี่ยนไปตามอุปกรณ์ที่ใช้เขียนนั่นเอง

          สัญลักษณ์โบราณและอักษรกระดองเต่าของชาวจีนโบราณถูกเขียนขึ้นมาจากการสลักลงบนกระดูกสัตว์และกระดองเต่าตามชื่อของมัน เนื่องจากพื้นที่การเขียนค่อนข้างแข็งและลื่น จึงต้องใช้เครื่องมือการสลักที่แข็งเช่นกัน เช่นหินหรืองาช้าง มีดซึ่งในการเขียนควบคุมทิศทางของลวดลายอักษรไม่ได้ง่ายนะ จึงทำให้สัญลักษณ์อักษรกระดองเต่าจะมีความเรียบง่ายของลวดลาย ต่อมาเมื่อมีการแกะสลักอักษรลงบนแผ่นไม้ทำให้ตัวอักษรจากสัญลักษณ์รูปภาพกลายเป็นตัวอักษรอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือทำให้ตัวอักษรต้องอยู่ในบรรทัดและมีความจำกัดที่ตั้งอยู่ในบล็อก

          ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์การเขียนเป็นพู่กัน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการเขียนตัวอักษรจีน พู่กันในสมัยแรกเริ่มทำมาจากขนของหนู ด้ามทำมาจากไม้ไผ่ น้ำหมึกทำมาจากขี้เถ้า น้ำมันและกาว ปลายพู่กันมีความสปริง ทำให้ตัวอักษรถูกเขียนออกมาได้อย่างตามใจผู้เขียน ความหนักเบาของลายเส้นเกาะสะท้อนความคิดและความรู้สึกของผู้เขียนได้อย่างชัดเจน

          เมื่อโลกรู้จักกับอุปกรณ์การเขียนที่เรียกว่าปากกา ตัวอักษรจีนก็ถูกพัฒนารูปแบบการเขียนปากกาชนิดต่าง ๆ เช่นกันซึ่งปกติแล้วจะเขียนด้วยอักษรแบบตัวบรรจงหรือว่าข่ายซู

2.วัสดุที่ใช้เขียน

          นอกจากเครื่องมือการเขียนที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบของตัวอักษรแล้ววัสดุที่ใช้เขียนก็ทำให้รูปแบบของตัวอักษรแตกต่างกัน ในสมัยโบราณวัสดุที่ใช้เขียนเช่น กระดูกสัตว์ กระดองเต่า เขาควาย สัมฤทธิ์ หิน ไม้ไผ่ แผ่นไม้ เป็นต้น ต่อมามีการเลือกใช้วัสดุที่อ่อนนุ่มมาเขียน เช่น หนังสัตว์ ผ้า และพัฒนาจนเกิดกระดาษขึ้น ซึ่งวัสดุที่ใช้เขียนเหล่านี้ทำให้อักษรจีนเกิดรูปแบบการเขียนต่างๆมากมาย

          อักษรกระดองเต่าตามชื่อของมันก็คือใช้กระดูกสัตว์หรือกระดองเต่าในการเขียน ใช้เครื่องมือการเขียนที่แข็งและแหลมคม ซึ่งเป็นพื้นฐานของรูปแบบของอักษรจีนที่ต้องเขียนให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ขีดของอักษรไม่เท่ากัน ขนาดของอักษรก็ไม่เท่ากัน มักใช้เส้นตรงเป็นหลัก เส้นโค้งพอมีให้เห็นบ้าง แต่วงกลมที่กรมแบบเป๊ะๆอย่างน้อยมาก

          อักษรโลหะถูกสลักขึ้นบนวัตถุที่เป็นโลหะ เนื่องจากการสลักไว้บนโลหะจึงทำให้ถูกเรียกว่า 钟鼎文 ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าอักษรจินเหวิน คำว่าจิน 金 ในอดีตหมายถึงโลหะหลากหลายประเภท  การเขียนอักษรบนโลหะทำขึ้นโดยการสลักอักษรบนแม่พิมพ์ จากนั้นดึงขึ้นรูป จึงทำให้ตัวอักษรเขียนง่าย ลักษณะเด่นของตัวอักษรโลหะก็คือ เส้นโค้งเยอะ ลายเส้นมีความเป็นธรรมชาติ และเส้นต่างๆค่อนข้างสมบูรณ์ และตัวอักษร 1 ตัวมีวิธีการเขียนหลากหลายจึงทำให้ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ตัวอักษรหนอนนก 鸟虫体

          อักษรจ้วนทั้งเล็กและใหญ่ รายชื่อค่อนข้าง เรียวยาว มีลักษณะของบล็อกที่ชัดเจนที่สุด กำเนิดของ อักษรจีนบล็อก 方块形 อย่างแท้จริง อักษรจ้วนประกอบด้วยลายเส้นที่โค้ง สวยงาม

          อักษรลี่ซู ถูกพัฒนาขึ้นมาจากอักษรจ้วนใหญ่ เป็นอักษรที่ก้าวข้ามจากรูปภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์อักษรที่สมบูรณ์ เส้นประกอบเป็นจุด ขีดขวาง ขีดตั้ง เบี่ยงซ้ายและเบี่ยงขวา  วก อย่างชัดเจน มีโครงสร้างและมุมที่ตายตัวแล้ว แต่ลายเส้นก็ยังมีความอ่อนนุ่ม โค้งมน สุขุม ซึ่งทางนี้ล้วนมาจากเงื่อนไขของการเขียนที่อยู่บนแผ่นไม้ไผ่

          อักษรแบบหวัด เป็นอักษรที่ประกอบด้วยขีดไม่มากนัก ซึ่งมักเขียนไว้บนกระดาษ ผ้าไหม พื้นที่สัมผัสค่อนข้างลื่น เรียบ จึงทำให้เส้นที่ถูกเขียนลงไปนั้นมีความอ่อนช้อย พริ้วไหวราวกับสายลม อักษรหลายๆตัวที่ถูกเขียนแบบหวัดกลายมาเป็นพื้นฐานของตัวอักษรย่อในปัจจุบัน เช่น 東 เขียนเป็น 东   為 เขียนเป็น 为 長 เขียนเป็น 长 書 เขียนเป็น 书 เป็นต้น

3.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

          แม่พิมพ์อักษรจีนเป็นการพิมพ์ตัวอักษรลงบนกระดาษ อักษรในการพิมพ์มีความหลากหลายไปตามแต่ผู้พิมพ์ต้องการให้เป็น ตัวอักษรแม่พิมพ์ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า 宋体字 ได้รับความนิยมมากที่สุด ลายเส้นมีความหนา บางอย่างลงตัว อยู่ในกรอบและมุมที่เป็นสี่เหลี่ยม ใช้เส้นตรงเป็นหลัก อ่านง่าย  แม้กระทั่งในคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน หนังสือพิมพ์ ก็ยังนิยมใช้ 宋体字 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการจัดกระบวนการเขียนจากลายพู่กันให้เป็นเส้นตรง

 

4.อิทธิพลของคอมพิวเตอร์

          ตั้งแต่ที่มีการกำเนิดของคอมพิวเตอร์เป็นต้นมา รูปแบบการเขียนอักษรจีนถูกพัฒนาขึ้นจนนับไม่ถ้วน คร่าวๆ ประมาณหลักหมื่นจนถึงหลักแสนรูปแบบ แต่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่เพียงประมาณ 3000 รูปแบบ ซึ่งการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ทำให้การออกแบบรูปแบบของตัวอักษรจีนไร้ขีดจำกัด เราสามารถสร้างตัวอักษรแบบไหนขึ้นมาก็ได้

 

ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของตัวอักษรภาษาจีน

ตอนที่ 1

          ตัวอักษรจีนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยที่สังคมมนุษย์ก้าวเข้าสู่การพัฒนาขั้นสูงสุด การสื่อสารด้วยตัวอักษรทำให้ข่าวสารสามารถเดินทางในระยะไกลและสามารถเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและถ่ายทอดให้กับลูกหลานในอนาคตได้ และเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์มีนอกเหนือจากสัตว์อื่นในโลกนี้ เนื่องจากการเกิดขึ้นของตัวอักษร มนุษย์เราก็หลุดพ้นจากความเป็นป่าเถื่อนก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์และอารยธรรม

ยุคประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติสามารถกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อมกับการมีตัวอักษรนั้นเอง

 

1.แนวคิดหลักที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของตัวอักษร

         1.ที่มาของตัวอักษร

หมายถึงการเกิดขึ้นและการพัฒนาจนเกิดเป็นระบบที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นการใช้รูปภาพแทนตัวอักษรของชาวเอเชียตะวันออก ระบบภาษาการเขียนที่ใช้ตัวอักษรโรมัน การลากเส้นต่อกันของชาวอาหรับ

         2.การยืมตัวอักษรไปใช้เขียนภาษาของตน

คือการหยิบยืมวิธีการเขียนของชนชาติหนึ่งไปใช้เขียนภาษาของอีกชนชาติหนึ่งและถูกพัฒนาจนกลายเป็นระบบวิธีการเขียนที่แตกต่างออกไปในที่สุด เช่นภาษาญี่ปุ่นยืมตัวอักษรจากประเทศจีน ภาษาอังกฤษยืมตัวอักษรจากภาษาโรมัน พยัญชนะของภาษากรีซมาจากตัวอักษรในภาษาอียิปต์โบราณ

 

2.ตำนานเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของตัวอักษรจีน

         1.การประดิษฐ์อักษรของชางเจ๋ย์

ตำนานการประดิษฐ์อักษรของชางเจ๋ย์ ถูกบันทึกอยู่ใน 《世本》、《荀子·解蔽》、《韩非子· 五蠹》、《吕氏春秋· 君守》 ซึ่งเป็นการบันทึกที่สะท้อนมุมมองต่อการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนในสมัยนั้น  ต่อมาหลังจากสมัยฮั่นเป็นต้นมาเรื่องราวเกี่ยวกับตัวอักษรจีนนับวันยิ่งมีความอย่าธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่นตำนานที่บันทึกอยู่ใน 《淮南子· 本经训》ได้กล่าวไว้ว่า “昔者仓颉作书,而天雨粟,鬼夜哭”  ในสมัยโบราณขณะที่ชางเจ๋ย์ประดิษฐ์อักษร ฝนตกลงมาเป็นข้าวฟ่าง ผีห่าเหวแอบไปร้องห่มร้องไห้ และในบันทึก 《论衡· 骨相篇》 ก็ได้กล่าวไว้ว่า ชางเจ๋ย์มี 4 ตา บันทึกประวัติศาสตร์ให้กับหวงตี้  ทั้งยังพบบันทึกที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับชางเจ๋ย์ในบันทึก 《路史》 ว่า ชางเจ๋ย์ ใบหน้าใหญ่ มี 4 ตาดังเทพเจ้า เกิดมาก็สามารถบันทึกตัวอักษรเขียนหนังสือได้ มีความสามารถเหนือมนุษย์ทั่วไป

          แต่ในบันทึก 《荀子· 解蔽》 กล่าวว่า ชางเจ๋ย์ เป็นเพียงหนึ่งในผู้ที่ประดิษฐ์อักษร แต่กลับเป็นเอกอุด้านนี้เพราะว่าเขามีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ตัวอักษรที่ตัวเองประดิษฐ์ ซึ่งมุมมองนี้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

          จากตำนานข้างต้นสามารถมองได้ว่า การประดิษฐ์อักษรของชางเจ๋ย์และการเผยแพร่ตัวอักษรมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งมีความสำคัญในประวัติศาสตร์การกำเนิดเกิดขึ้นของตัวอักษรจีน

          อาจเป็นไปได้ว่าชางเจ๋ย์มีหน้าที่เป็นเสนาบดี และกำลังเรียบเรียงตัวอักษร ซึ่งในบันทึก 《周礼 ·春官· 大史 》 ได้กล่าวไว้ว่า “大(太)史掌建邦之六典” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการบันทึกประวัติศาสตร์และการบันทึกอื่นๆว่าการเขียนทำให้การปกครองการบริหารมีความต่อเนื่องดังนั้นตัวอักษรจีนในสมัยนั้นจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการปกครอง

          คำว่าชางเจ๋ย์บันทึกประวัติศาสตร์ให้กับหวงตี้ บันทึกเล่มนี้ก็เกิดขึ้นในสมัยของหวงตี้นั่นเอง หลักฐานทางโบราณคดีเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏให้เห็นหลักฐานใหม่เกี่ยวกับการกำเนิดของอักษรจีนที่แหล่งโบราณปั้นโพเมืองซีอาน (ประมาณ   4,500 บาทถึง 5000 ปีมาแล้ว) ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏให้เห็นสัญลักษณ์ในการแกะเป็นสัญลักษณ์ อีกที่หนึ่งที่มณฑลซานตง ก็ได้ปรากฏเป็นสัญลักษณ์ลักษณะใกล้เคียงกัน ทำให้คนรุ่นหลังรู้ว่าอักษรจีนมีประวัติยาวนานกว่า 6 พันปีมาแล้ว ดังนั้นเป็นการย้ำว่าการที่บอกว่าอักษรจีนเกิดขึ้นในสมัยหวงตี้นั้นใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว นักประวัติศาสตร์จีนพยายามผลักดันให้แหล่งโบราณหยางเสา คือแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมของหวงตี้

 

3.วิธีการถ่ายทอดและกระจายข่าวสารของชาวจีนในสมัยก่อนที่มีตัวอักษร

 

          ลักษณะเด่นของตัวภาษาเขียนก็คือสามารถรักษาเรื่องราวบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตให้สามารถถ่ายทอดมาจนถึงคนรุ่นหลังได้ ก่อนที่ตัวอักษรจีนจะพัฒนาขึ้น ชาวจีนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้วิธีการมัดเชือกเป็นปม การสลับบอกเรื่องราว วิธีการวาดรูปเป็นต้น แต่การเกิดขึ้นของตัวอักษรจีนทำให้เกิดการปฏิวัติในการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร

วิธีการมัดปมเชือก 结绳

 

          ในบันทึกของเล่าจื๊อ 《老子》 ได้กล่าวถึงการมัดเชือกให้เป็นปม 《易· 系辞下》ได้กล่าวไว้ว่าในสมัยโบราณคนมัดเชือกเป็นปมในการบริหารบ้านเมือง ยุคต่อมานักปราชญ์ใช้การสลักในการบริหารบ้านเมือง แต่ประชาชนก็ได้รับรู้เรื่องราวของบ้านเมืองด้วย    โดยการผูกเชือกบันทึกรายละเอียดไว้ว่าหากเป็นเรื่องใหญ่ให้มันเป็นปมใหญ่ หากเป็นเรื่องเล็กให้มันเป็นปมเล็ก

          ในบันทึก《说文· 序》ได้กล่าวว่า ผู้นำแซ่ 庖牺 เริ่มคิดค้นปากว้าหรืออี้จิง และผู้นำที่ชื่อเสินหนงได้มัดปมเชือกเพื่อใช้ในการบริหารบ้านเมือง

หลักฐานทางประชากรศาสตร์

          ชาวจีนในสมัยโบราณใช้การผูกเชือกเป็นปมในการบันทึกตัวเลขและเวลา  ชนเผ่า 独龙 เมื่อต้องเดินทางไกลจากบ้านวันหนึ่งจะมัดเชือก 1 ปม ชาว 景颇 หากจะต้องเดินทางไกลบ้านก็จะมัดผู้ที่ติดอยู่บนปลายดาบให้เป็นปม 1 ปม แทนระยะเวลา 1 วัน ก่อนที่สาธารณะจีนจะสถาปนาขึ้น ก็ยังพบว่ามีชนกลุ่มน้อยในประเทศจีนยังบันทึกเรื่องราวระยะเวลาด้วยการมัดปมเชือกอยู่บ้าง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

การแกะสลัก 契刻

          ต่อมาชาวจีนบันทึกเรื่องราวด้วยการแกะสัญลักษณ์และรอยต่าง ๆ บนแผ่นไม้ไผ่และแผ่นไม้ ซึ่งถือว่าใช้กันอย่างแพร่หลาย บันทึก《尚书·序》ได้กล่าวไว้ว่า ผู้นำแซ่ 伏羲 ได้เริ่มสลักปากว้าบนแผ่นไม้แทนการมัดปมเชือกในการบริหารบ้านเมือง

 

ข้อมูลทางด้านชาติพันธุ์วิทยา

          การแกะสลักเป็นการบันทึกวันที่ การบันทึกตัวเลข  ผู้ชายในชนเผ่า 景颇 เวลาที่จะต้องเดินทางไกลจดบันทึกรายการแกะสลักไว้ที่ด้ามดาบของตน เดินทาง 1 วันก็จะสลัก 1 ขีด ชนเผ่า 独龙 และ 西盟佤 จะใช้วิธีลบรอยสลักรูปฟันปลาเพื่อเป็นการเตือนวันนัด ว่าคนสองคนเจอกันวันไหน เมื่อนัดกันเสร็จสรรพจึงแบ่งแผ่นไม้หรือแผ่นไม้ไผ่ที่มีตำหนิเตือนถึงวันนัดให้แก่กันและกัน การสลักฟันปลานี้แบ่งเป็นหลายประเภท เมื่อผ่านไป 1 วันก็จะลบรอยสลักออก 1  รอย เมื่อรอยสลักรูปฟันปลาหมดไปหมายความว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว

          การสลักนี้ยังทำหน้าที่นอกเหนือจากการบันทึกได้อีกคือการทำหน้าที่คล้ายกับสัญญา เช่นสัญญาเช่าที่ ในการสลักเป็นรอยบากไว้บนแผ่นไม้หรือแผ่นไม้ไผ่ หลังจากนั้นไม่มีการตกลงกันเรียบร้อยแล้วผู้เช่าและผู้ให้เช่าจะหักแผ่นไม้นั้นออกเป็น 2 ท่อนและเก็บไว้ฝ่ายละ  1 อันเพื่อเป็นหลักฐาน

          ชนเผ่า 景颇 ก็ได้มีวัฒนธรรมการแกะสลักแผ่นไม้ เมื่อวันที่เริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวของแต่ละปีมาถึง คนเฒ่าคนแก่จะพูดถึงความเคียดแค้นของชนเผ่าตนที่มีกับชนเผ่าอื่นให้กับลูกหลานฟัง จากนั้นจึงหยิบแผ่นไม้ที่มีรอยสลักขึ้นมา หากแผ่นไม้นั้นมีรอยสลักรอยใหญ่ก็หมายความว่ามีเรื่องบาดหมางที่เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นรอยเล็กก็เป็นความบาดหมางที่ไม่ใหญ่นัก  แล้วจะเล่าเรื่องราวแบบนี้ให้กับลูกหลานฟังโดยอ้างอิงมาจากรอยสลัก ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนจะไม่มีใครทราบนอกจากผู้สลักเอง

ข้อจำกัดของการแกะสลักและการผูกปมเชือกในการบันทึกเรื่องราว

          การผูกปมเชือกและการแกะสลักสามารถนำมาบันทึกวันที่และจำนวนวันได้อย่างแม่นยำ ส่วนการบันทึกเรื่องราวนั้นมีแต่เพียงมิติในการเตือนความจำ   แปลว่ารายละเอียดปลีกย่อยและคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้น การผูกปมเชือกและการแกะสลักยังไม่สามารถบันทึกรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านั้นได้ ดังนั้นการที่จะบันทึกเรื่องราวรายละเอียดของเหตุการณ์จึงต้องอาศัยสัญลักษณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

ปากว้ากับสัญลักษณ์ในการบันทึกเรื่องราว

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 八卦

สัญลักษณ์ปากว้า 八卦

 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จริงๆแล้วปากว้าไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการกำเนิดของตัวอักษรจีน

ปากว้าเป็นรูปสัญลักษณ์ที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ไม่สามารถบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ตัวอย่างครอบคลุม อาจจะใช้ปากว้าในการจำแนกเรื่องราวออกเป็นหมวดหมู่อยากคร่าวๆได้ โดยไม่สนว่าจะมีการใช้คำในการบันทึกอย่างไร ดังนั้นสัญลักษณ์เพียง 8 สัญลักษณ์จึงไม่สามารถที่จะพรรณนาเรื่องราวโดยละเอียดได้ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงอ่านได้ และหลักฐานทางโบราณคดีก็ไม่พบรอยสลักที่คล้ายกับปากว้าเลย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าสัญลักษณ์ปากว้าเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่บันทึกเรื่องราวอย่างคร่าวๆและพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ในการทำนายดวงชะตา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของอักษรจีน

 

สัญลักษณ์ในการบอกเรื่องราวของชนเผ่า

          หลังจากช่วงที่รัฐชาติจีนได้ถูกสถาปนาขึ้น ทางการได้พบหลักฐานเกี่ยวกับการบันทึกด้วยสัญลักษณ์นี้ที่มณฑลยูนนาน พบเป็นแผ่นไม้ที่มีรูปสลักเป็น 4 สัญลักษณ์ได้แก่ 1.ผู้แทนทั้ง 3 คน 2.พระจันทร์ 3.พบปะ 4.ผู้นำทั้ง 3 ระดับ  เมื่อตีความแล้วหมายความว่า “ผู้แทนทั้ง 3 ระดับที่ทางพวกท่านได้ส่งมาไปพบกับพวกเราแล้วในวันเพ็ญ โดยมีของกำนัลเป็นของกินของใช้ที่ทำขึ้นเองในหมู่บ้านมอบให้แก่ผู้นำทั้ง 3 ระดับ” ขึ้นสัญลักษณ์นี้ต้องอาศัยการตีความดังนั้นจึงไม่ใช่อักษรจีน

ความเกี่ยวข้องกันระหว่างตัวอักษรจีนและการบันทึกด้วยปากว้า

          สัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรมแม้ว่าจะไม่ใช่ตัวอักษร แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานในการพัฒนาตัวอักษรได้ แม้ว่ารูปสลักมีความซับซ้อนขึ้น  แต่เชิงความหมายในการตีความก็ยังไม่ลึกมากนัก

ความเกี่ยวข้องกันระหว่างตัวอักษรจีนและการบันทึกด้วยรูปภาพ

   

    การบันทึกรูปภาพมีความหมายที่ค่อนข้างจำกัด และการใช้งานจริงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบภายในชุมชนของตนเองเท่านั้น คนนอกชุมชนอาจจะไม่เข้าใจรูปภาพที่สื่อ และการบันทึกรูปภาพไม่เกี่ยวข้องกับการบันทึกเสียงพูดให้เป็นเชิงสัญลักษณ์เช่นตัวอักษร แม้ว่าการบันทึกเรื่องราวรูปภาพจะสามารถทำได้ การตีความหมายก็อาจจะชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง แต่ไม่สามารถอ่านออกมาให้เป็นเสียงอ่านได้ และความหมายนั้นไม่มีความตายตัว ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการบันทึกรูปภาพยังไม่ใช่ตัวอักษรนั่นเอง

          การบันทึกรูปภาพหลาย ๆ รูปอาจจะสามารถเรียบเรียงให้กลายเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการแกะสลักและการมัดปมเชือก ซึ่งวิธีการบันทึกต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีการบันทึกด้วยตัวอักษรจีน

 

 

ความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นและพัฒนาของตัวอักษรจีน

 

          เนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ยังไม่มากนัก ทำให้ทฤษฎีและการตีความเกี่ยวกับที่มาของตัวอักษรจีนของนักวิชาการหลายท่านจึงยังไม่ตรงกัน ดังนั้นหากต้องการที่จะสรุปที่มาของตัวอักษรจีนได้อย่างชัดเจนนั้น อาจจะต้องรอจนกว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีที่มากพอ

          แต่ความเป็นไปได้เบื้องต้นของการเกิดขึ้นของตัวอักษรจีนก็คือการบันทึกเรื่องราวรูปภาพ และการทำสัญลักษณ์เชิงนามธรรมที่เกิดขึ้น เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น สัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

การพัฒนาจากสัญลักษณ์จนกลายมาเป็นตัวอักษรจีน

 

          ประเทศจีนได้มีแนวคิดและการตีความเกี่ยวกับรูปภาพมานานแล้ว ชื่อในหนังสือ 《通志。六书略》 ที่เขียนขึ้นในสมัยซ่งได้อธิบายว่า รูปภาพและตัวหนังสือมีแหล่งกำเนิดมาจากที่เดียวกัน กล่าวคือ การวาดรูปในสมัยก่อนนั้นไม่ได้มีมิติของศิลปะเพียงอย่างเดียว แล้วตัวอักษรจีนเองก็มีความเป็นรูปภาพอยู่ในตัว จึงกล่าวได้ว่าตัวอักษรจีนเกิดจากการวาดภาพ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วไป

          ก่อนที่จะมีการพัฒนาเป็นตัวอักษรจีน ชาวจีนโบราณก็ได้มีการใช้การวาดภาพและใช้สัญลักษณ์ในการบอกต่อข่าวสารกันมานานแล้ว นานเข้าจึงทำให้รูปภาพเหล่านั้นถูกพัฒนาจนกลายเป็นตัวอักษรในที่สุด

 

     

  รูปภาพด้านบนยังมีความเป็นรูปภาพก็คือคนกำลังยิงกวาง แต่ภาพด้านล่างมีความเป็นตัวอักษรคือแยกเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความหมายอยากเป็นปัจเจกและตีความเป็นรูปประโยคได้ว่า กวาง(กรรม) ถูกยิง(กรรมวาจก) ด้วยคน เมื่อสัญลักษณ์ถูกซอยย่อยให้กลายเป็นคำมูล การกำเนิดขึ้นของตัวอักษรจีนจะมีแนวทางในการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น

          การแกะสลักรายการมัดปมเชือกปกติแล้วเป็นการใช้เพื่อบันทึกตัวเลขและเป็นการเตือนเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ก็พบว่ามีการบันทึกสัญลักษณ์ที่ไม่สอดคล้องกับความหมายอยู่มาก จึงทำให้เกิดการตีความยากลำบาก

 

          การเกิดขึ้นของสัญลักษณ์บอกตัวเลขในภาษาจีน 一 二  三 四五六七八十 แท้จริงแล้วอาจเกิดจาก รูปภาพที่วาดมาจากการมัดปมเชือก มาจากข้อและปมบนเชือกนั่นเอง   ก่อนที่สัญลักษณ์จะกลับมาเป็นตัวอักษร  การตีความยังสามารถตีความได้หลากหลาย และไม่มีเสียงอ่านที่ชัดเจน ซึ่งยังขาดคุณสมบัติหลักของตัวอักษร เมื่อใดที่ความหมายและเสียงอ่านของสัญลักษณ์นั้นตายตัว สัญลักษณ์จะกลายเป็นตัวอักษร

          ก่อนที่ตัวอักษรจีนจะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยพื้นฐานและปัจจัยต่างๆในสังคมมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นคำถามที่ถามว่าตัวอักษรจีนเกิดขึ้นเมื่อใด? จึงไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ถ้าถามว่าระบบการพัฒนาของตัวอักษรจีนเกิดขึ้นและสิ้นสุดเมื่อใด? และพัฒนาไปในรูปแบบใด? และเมื่อใดที่สัญลักษณ์มีเสียงอ่านตายตัว? คำถามพวกนี้อาจจะยังพอมีคำตอบได้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเพียงการวิเคราะห์อย่างคร่าวๆเท่านั้น

 

          เมื่อมองจากประวัติศาสตร์ของโลกนี้ แหล่งอารยธรรมแรกๆของโลก เกิดขึ้นที่ แหล่งโบราณคดีของชาวซูเมอร์ อียิปต์โบราณ อินเดียโบราณ คริติโบราณ ตัวอักษรที่ถูกพัฒนาขึ้นล้วนเกิดในสมัยยุคหินใหม่ - ยุคเหล็ก  ซึ่งปลายสมัยยุคหินใหม่ได้เกิดการรวมตัวกันของชนเผ่าต่างๆดังนั้นการสื่อสารเป็นภาษาพูดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อไป ดังนั้นจึงทำให้เกิดการสื่อสารผ่านตัวอักษรขึ้น จากหลักฐานทางโบราณคดีปลายยุคหินใหม่ของประเทศจีนพบว่าสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องสังคโลกนั้นก็คืออักษรจีนในยุคเริ่มต้น

          แหล่งอารยธรรมโบราณปั้นโพห่างจากยุคสมัยปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6000 กว่าปีมาแล้ว  นายฉิวซี นักวิชาการชาวจีนกล่าวว่าสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่ในสมัยนั้นมีความหลากหลายซึ่งยังไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของตัวอักษร (ยกเว้นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกตัวเลข ) การเกิดขึ้นของสัญลักษณ์เหล่านั้นกับการเกิดขึ้นของอักษรจีนไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อกันและกัน แม้ว่ามีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอักษรจีนทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากตรรกะการสร้างสัญลักษณ์จากแหล่งอารยธรรมโบราณปั้นโพเท่านั้น

          ในขณะเดียวกันก็พบรูปสัญลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงอักษรจีนยุคแรกที่แหล่งอารยธรรมโบราณหยางเซา ซึ่งห่างจากสมัยปัจจุบันเป็นเวลา 4,500 บาทถึง 5000 ปี สัญลักษณ์เหล่านั้นกล่าวว่าเป็นต้นกำเนิดของอักษรจีนอย่างแท้จริง โดยสัญลักษณ์ที่ปรากฏนั้นปรากฏเป็นอักษรรูป ภูเขา ตรงกลางเป็นเมฆ ด้านบนเป็นพระอาทิตย์ รวมความหมายเป็น พระอาทิตย์ปรากฏอยู่ในเงาเมฆ สลับไปสลับมา ก็คืออักษรคำว่า 旦 แต่ก็มีนักวิชาการคัดค้านแนวคิดนี้ โดยกล่าวว่าสัญลักษณ์นี้ยังไม่ใช่ตัวอักษร เป็นเพียงการบันทึกเรื่องราวโดยใช้สัญลักษณ์เท่านั้น นายฉิวซีกล่าวว่าแม้ว่าสัญลักษณ์เหล่านี้อาจจะยังไม่ใช่ตัวอักษร แต่ก็ทำหน้าที่สื่อความหมายในลักษณะเดียวกันกับตัวอักษรแล้ว การที่จะสรุปว่าสัญลักษณ์ที่แหล่งอารยธรรมปั้นโพคือแหล่งกำเนิดของอักษรจีนหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนในขณะนี้ได้

          สำหรับระยะเวลาในการเกิดขึ้นของตัวอักษรจีนนั้น อ้างอิงมาจากการพัฒนาของตัวอักษรในสมัยปลายราชวงศ์ซาง อักษรที่ใช้ในสมัยราชวงศ์ซางได้ถูกพัฒนาจนสามารถระบุความหมายและเสียงที่ตายตัวแล้ว ถือว่าค่อนข้างมีความสมบูรณ์ในลักษณะของการเป็นตัวอักษร อักษรกระดองเต่าและอักษรจินเหวิน เมื่อเปรียบเทียบกับตัวอักษรของชนเผ่าในยุคสมัยก่อนหน้านี้ พบว่าอักษรกระดองเต่าและอักษรจินเหวิน  ถูกทำให้เขียนง่ายขึ้นแล้ว ในบางตัวอักษรเนื่องจากสัญลักษณ์ต้องถูกกำหนดตายตัวอยู่ในบรรทัดของการเขียนจึงทำให้ทิศทางเปลี่ยนไปบ้าง ดังนั้นเมื่อระบบอักษรในสมัยราชวงศ์ซางมีความสมบูรณ์แล้วก็หมายความว่าต้นกำเนิดของอักษรจีนน่าจะห่างจากสมัยซางพอสมควร

          แต่ในขณะเดียวกันอักษรในสมัยซางก็ยังพบร่องรอยของรูปสัญลักษณ์ที่เป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรจีนอยู่ อักษรบางตัวถูกปรับเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของภาษา และการเรียงตัวของตัวอักษรในประโยคบางครั้งอาจจะสลับไปสลับมาอยู่บ้าง ก็ทำให้เราคาดเดาว่าระยะห่างของการกำเนิดของตัวอักษรจีนจนถึงสมัยซางอาจจะไม่ได้ห่างกันมากนัก

          การเกิดขึ้นของระบบอักษรจีนที่สมบูรณ์ที่แท้จริงอาจจะอยู่ในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ซาง ประมาณศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล

          ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฉินได้มีการรวบรวมตัวอักษรจีนแล้วจัดให้เป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนซึ่งการจัดหมวดหมู่ของตัวอักษรในสมัยนั้นถูกใช้ต่อเนื่องมาอีกหลายพันปีจนถึงปัจจุบัน