รูปแบบการสร้างอักษรจีนต่างๆ 汉字造字法

ตัวอักษรจีนนั้นแตกต่างกับตัวอักษรไทยและตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยไม่ใช่เพียงรูปร่างหน้าตา แต่รวมถึงระบบของตัวอักษร   ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างตัวอักษรจีนที่เป็นระบบการเขียนด้วยคำ (logographic writing system) กับตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษซึ่งเป็นระบบการเขียนด้วยอักษร (alphabetic writing system) นั้นก็คือธรรมชาติของตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มุ่งสื่อสาร  “ ความหมาย ”  ผ่านรูปตัวอักษร หาใช่ตัวอักษรที่เน้นสื่อสาร  “ เสียง ”  อย่างที่ระบบตัวเขียนในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเป็น  ธรรมชาติดั้งเดิมของตัวอักษรโครงสร้างสี่เหลี่ยมจตุรัส (方块字, Fāngkuàizì) อย่างตัว อักษรจีนนั้น หนึ่งตัวอักษรคือหนึ่งพยางค์  หนึ่งพยางค์คือหนึ่งคำ และตัวอักษรจีนทุกตัว ล้วนเกิดขึ้นจากเส้นขีด (笔画, Bǐhuà)  หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ 1 เส้นขึ้นไปมาสัมพันธ์ ประกอบกันในหลากหลายลักษณะ ทั้ง  “ เว้นห่าง, เชื่อมต่อ, ซ้อนทับ ”

อาจน้อยที่สุดเพียง 1 เส้น เช่น ตัวอักษร 一 (Yī) หรือมากมายถึง 36 เส้น และ51 เส้น เช่น ตัวอักษร 齉 (Nàng)และ龘 (Dá)

ด้วยระบบตัวอักษรในภาษาไทยและภาษาจีนที่แตกต่างกันเป็นทุนเดิม ประกอบกับเส้นขีดจำนวนมากในตัวอักษรจีนที่ดูยุ่งเหยิงซับซ้อนจนกลายเป็นความเชื่อของผู้ไม่เคยสัมผัสถ่องแท้ว่าตัวอักษรจีนไร้ระบบกฎเกณฑ์แห่งการเขียนไปโดยปริยาย แท้ที่จริงแล้วภายใต้เส้นขีดที่ดูเหมือนยุ่งเหยิงและซับซ้อนเหล่านี้มีที่มาอย่างเป็นระบบแบบแผนมีกลวิธีการคิดประดิษฐ์ที่น่าทึ่ง ไม่เพียงแต่สะท้อนความเพียรพยายามในการดิ้นรนสร้างหนทางแห่งการสื่อสารระหว่างกันในอดีตของชนชาติจีน ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่องสะท้อนถึงภูมิปัญญา พลังจินตนาการระบบความคิด และความสร้างสรรค์ตลอดช่วงระยะเวลา 3,000 กว่าปีของชนชาติจีนได้เป็นอย่างดีอักษรจีน กระบวนการสื่อสารและผสานความหมายผ่านอักษรเลียนธรรมชาติ

ภาษาจีนมีภาษาพูดและภาษาเขียนที่เป็นระบบแบบแผนชัดเจน มีระบบเสียงตัวอักษร คำประโยค หลักภาษาที่ล้วนแต่มีกฎเกณฑ์แน่ชัด ในแง่ของระบบเขียนตัวอักษรจีน จีนเป็นชนชาติที่มีทฤษฎีและหลักในการประดิษฐ์และวิเคราะห์ตัวอักษรของตนมาตั้งแต่ครั้งอดีตกว่า 3,000 ปี ที่ตัวอักษรจีนทำหน้าที่สะท้อนชีวิต บันทึกค่านิยมีความคิดความเชื่อบันทึกประวัติศาสตร์ความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนปรับรู้ปลักษณะการเขียนรวมทั้งกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ที่สำคัญเป็นแบบแผนชัดเจน

ทฤษฎี 六书 (Liù shū)

ทฤษฎีการประดิษฐ์อักษรจีนโบราณ ได้จำแนกหมวดหมู่ของตัวอักษรจีนตามลักษณะการสร้างตัวอักษรไว้อย่างละเอียด โดยยกกลวิธีประดิษฐ์ตัวอักษรจีนไว้ 6 ประเภท ประกอบด้วย

象形 (Xiàngxíng) ลอกเลียนรูป

指事 (Zhǐshì) บ่งชี้ความ

会意 (Huìyì) ผสานความ

形声 (Xíngshēng) รูปเสียงประสาน

假借 (Jiǎjiè)

转注(Zhuǎnzhù)

 

หากแต่หลักที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์ตัวอักษรใหม่นั้นมีเพียง 4 ประเภทแรกเท่านั้น (邵敬敏, 2007 : 72) เกิดเป็นตัว อักษรที่มีกลวิธีการประดิษฐ์ที่แตกต่าง โดยสามารถเรียกชื่อตัวอักษรแต่ละประเภทตาม

กลวิธีที่ประดิษฐ์ได้ดังต่อไปนี้ คือ象形字 (Xiàngxíng zì) ตัวอักษรลอกเลียนรูป, 指事字 (Zhǐshì zì) ตัวอักษรบ่งชี้ความ, 会意字(Huìyì zì) ตัวอักษรผสานความ, 形声字 (Xíngshēng zì) ตัวอักษรรูปเสียงประสาน

1.象形字(Xiàngxíng zì) ตัวอักษรลอกเลียนรูป หากแปลความจำกตัวอักษร 象(Xiàng) หมายถึง เหมือน ประหนึ่ง 形(Xíng) คือรูปร่าง เค้าโครง 象形(Xiàngxíng) จึงหมายถึงการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนโดยลอกดึงเอาลักษณะเด่นที่เป็นรูปธรรมชัดเจนของสรรพสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตาสัมผัสมองเห็นได้ออกมาเป็นรูปเสมือนจริง ดังนั้น จุดเด่นของตัวอักษรแบบ 象形(Xiàngxíng) นี้ นอกจากรูปลักษณะที่คล้ายภาพวาด มีความเสมือนจริงและเป็นรูปธรรมสูงแล้ว มักจะมีลักษณะเด่นภายนอกทางด้านโครงสร้างรูปร่างบางประการที่สามารถโยงให้ผู้รับสารสามารถ “ มองออก ” ว่าตัวอักษรนั้นสื่อถึงสิ่งใด แน่นอนที่สุดว่า ตัวอักษร 象形字 (Xiàngxíng zì) นี้

เป็นตัวอักษรในยุคแรกเริ่มบุกเบิกการประดิษฐ์ตัวอักษรของจีน เป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนในลักษณะอื่น ๆ ในยุคต่อมาภายหลัง นับว่า ตัวอักษร象形字(Xiàngxíng zì)เป็นประตูที่เปิดเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของจีนอย่างแท้จริง ตัวอักษรที่ใช้วิธีประดิษฐ์แบบ 象形(Xiàngxíng) นี้ โดยมากมักมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับร่างกายมนุษย์  สัตว์  และสรรพสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ (王秀荣, 2013 : 59) หรือหยิบยก

จากสิ่งที่สัมผัสมองเห็นได้ง่าย มีความเป็นรูปธรรมสูง ดังตัวอย่างในตาราง ต่อไปนี้

ทั้งนี้ การสร้าง  “ รูปเสมือน ”  ให้ปรากฏชัดในตัวอักษรนั้น สะท้อนระบบความคิด ความเข้าใจ และมุมมองที่มีต่อสรรพสิ่งต่าง ๆ ของคนในยุคโบราณกาลได้อย่างเด่นชัดดังที่严文明 (2006 : 325) ได้กล่าวว่า การเฟ้นหา คัดสรรภาพจำ และเลือกหยิบจุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่ตาเห็นแล้วมุ่งสื่อสารถ่ายทอดสารนั้นออกมาเป็นตัวอักษรที่เสมือนภาพไปสู่ผู้รับสารให้เข้าใจอย่างถ้วนทั่วตรงกันนั้น เป็นเสมือนกระบวนการขัดเกลาวัตถุดิบระหว่างผู้คนในสังคมที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงและพื้นฐานในชีวิต

กลั่นกรองและผนวกเข้ากับจินตนาการของผู้ประดิษฐ์ตัวอักษร ด้วยเหตุนี้จึงพบตัวอักษรตัวเดียวกันแต่มีหลากหลายรูปแบบไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ส่งสารแต่ละคนจะพิจารณาเค้นกลั่น  “ วัตถุดิบ ”  นั้นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ความเป็นมาตรฐานที่สามารถยึดเป็นรูปแบบเดียวกันได้ของตัวอักษรประเภทนี้จึงน้อย เช่น ตัวอักษร 鹿 ((Lù) ที่แปลว่า กวาง จากหลักฐานที่ขุดพบ พบว่ามีลักษณะการเขียนหลายรูปแบบ ดังนี้   หรือตัวอักษร

鸟 (Niǎo) ที่หมายถึง นก หรือ鱼 (Yú) ที่หมายถึง ปลา ก็มีลักษณะการหยิบยกและนำเสนอที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ คือและหากสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปแบบมุมมองการนำเสนอตัวอักษร 象形字 แต่ละตัวมีจุดเน้นและ

วิธีการนำเสนอที่หลากหลายแตกต่าง ทั้งนำเสนอรูปทรงโครงสร้างเต็มตัวทั้งหมด นำเสนอเฉพาะส่วนสำคัญเฉพาะจุด หรือนำเสนอแบบเชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้าหาจุดเน้นและในขณะเดียวกันก็มีมุมมองหรือทิศทางในการมองที่แตกต่างกันด้วย เช่น มุมหน้าตรงมุมข้าง มุมบน มุมล่าง มุมตัดขวาง   เป็นต้น (王秀荣, 2013 : 60 - 61) เช่น

 

ถึงแม้ตัวอักษร 象形字 (Xiàngxíng zì) จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการกำเนิดตัวอักษรจีนที่ทรงพลังเพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สมบูรณ์ได้《说文解字》คัมภีร์ตัวอักษรจีนโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก(东汉,Dōnghàn) ระบุว่า ตัวอักษรจีนที่สร้างด้วยกลวิธี 象形 (Xiàngxíng) นั้นมีอยู่เพียง 364 ตัวจาก 9,353 ตัวที่นำมาจำแนกประเภท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 เท่านั้น (马景仑, 2002 :

23 ; 严文明, 2006 : 327) ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น้อยเป็นอันดับ 2 ในบรรดาวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนทั้ง 4 ประเภท สาเหตุอยู่ที่จุดเด่น เหตุเพราะ 象形字 (Xiàngxíng zì)คืออักษรเลียนธรรมชาติ โดดเด่นในการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นรูปธรรม รูปร่าง โครงสร้างที่มองเห็นผ่านสายตา โดยึดงจุดเด่นออกมาประดิษฐ์เป็นตัวอักษรที่เหมือนภาพวาด แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่สิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นผ่านตาหรืออาศัยการสำรวจด้วยประสบการณ์ตรงจนสามารถบรรยายถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้นนมีจำนวนจำกัด ที่มีอยู่มากนั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสัจบต้องหรือมองเห็นได้ด้วยสายตาโดยตรง สิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นยากที่จะบรรยายถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดเล็ก ๆ และหากแม้จะสามารถรังสีรรค์ให้กลายเป็นตัวอักษรภาพหนึ่งตัวได้ ก็คงประกอบด้วยเส้นขีดที่มากและซับซ้อน ไม่สะดวกในการสร้างและใช้งานเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน สังคมพัฒนาตามความรู้วดเร็วและความสะดวกในการสื่อสารเป็นสิ่งที่มนุษย์ปรารถนำ ตัวอักษรแบบ 象形字 (Xiàngxíng zì) ที่แต่เดิมประกอบด้วยเส้นขีดที่มากและซับซ้อนเนื่องด้วยเหตุปัจจัยในการสร้างที่ต้องการถ่ายทอด  “ ความเหมือน ” จากต้นแบบให้“ มองออก ”ง่ายที่สุด จึงถูกปรับลดตัดทอนจำนวนเส้นวาดที่มากมาย

และซับซ้อนนั้นให้ลดน้อยเพื่อง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และนั่นจึงนำไปสู่การสูญเสียความเป็น  “ รูปภาพ ”  ที่ถ่ายทอดความเสมือนจริงของบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ อันเป็นจุดเด่นสำคัญในตัวอักษรแบบ 象形字(Xiàngxíng zì) ไป (张静贤. 2004 ; 19 ; 邵敬敏"2007 : 72) ในท้ายที่สุดความหมายที่ถ่ายทอดูและผูกติดกับตัวอักษรที่ลอกเลียนแบบความเสมือนจริงจึงกลายเป็นรูปสัญลักษณ์ที่ยากจะตีความความหมายจากรูปตัวอักษรได้อีกต่อไป

  1. 指事字(Zhǐshì zì) ตัวอักษรบ่งชี้ความ เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่าน การประดิษฐ์ตัวอักษรจีนก็มีการเปลี่ยนปรับและพัฒนาขึ้นตามลำดับเช่นกัน บนพื้นฐานของการถ่ายทอดข้อมูลผ่านตัวอักษรแบบลอกเลียนรูป

象形字 (Xiàngxíng zì) มนุษย์เริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งที่สามารถลอกเลียนและถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่แสดงความเป็นรูปธรรมชัดเจนได้นั้นมีจำนวนน้อยกว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสาร มนุษย์เริ่มเรียนรู้เมื่อพบทางตันว่าหลายสิ่งไม่อาจ  “ วาด ”  ออกมาเป็นรูปภาพหรือหากทำได้  “ ตัวอักษร ”  ของพวกเขาก็จะมีความซับซ้อนหรือประกอบด้วยเส้นขีดจำนวนมาก เมื่อสรรพสิ่งบนโลกนี้ไม่ได้เป็นรูปธรรมไปเสียทุกอย่างและสิ่งที่เป็นนามธรรม

ก็ดูเหมือนจะมีอยู่เป็นจำนวนมากกว่า มนุษย์เริ่มทำความรู้จักกับการใช้สิ่งหนึ่งแทนสิ่งหนึ่งเพื่อถ่ายทอดความหมายตามที่ตนต้องการเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้สัญลักษณ์ถ่ายทอดความเป็นนามธรรม เกิดเป็นรูปแบบกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่เรียกว่า 指事(Zhǐshì) หรือการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดชี้บ่งความหมายของอีกสิ่งหนึ่งให้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง ตัวอักษรแบบ 指事字 (Zhǐshì zì) นั้น เป็นรูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรโดยใช้สัญลักษณ์นามธรรมมาระบุ บ่งชี้ แสดงจุดสังเกตเพื่อแสดงความหมายให้แก่ตัวอักษรทั้งนี้ แม้ลักษณะโดยรวมยังไม่หลุดพ้นจากความเป็นรูปเสมือนจริงไปเสียทั้งหมด แต่ทว่าก็มิใช่การถ่ายทอดสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปเสียทั้งหมดอีกต่อไปแล้วเช่นกัน รูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรแบบบ่งชี้ความหรือ指事(Zhǐshì) นั้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะ อธิบาย

ให้เห็นภาพโดยง่ายก็คือลักษณะแรกเป็นการกำหนดสัญลักษณ์ใหม่เพื่อใช้แทนความหมายนามธรรมที่สมบูรณ์  และอีกลักษณะหนึ่งเป็นการเพิ่มเติมสัญลักษณ์บางอย่างลงบนตัวอักษรเดิมที่มีอยู่เพื่อชี้นำเชื่อมโยงให้มองเห็นความหมายที่ลึกลงไปจากพื้นฐานความหมายเดิม (张静贤, 2004 : 19 - 20 ; 邵敬敏, 2007 : 72 - 73)

2.1 การกำหนดสัญลักษณ์ใหม่เพื่อใช้แทนความหมายนามธรรมที่สมบูรณ์

การใช้เส้นตรงลักษณะต่าง ๆ ในตารางข้างต้นไม่ได้สื่อถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างท่อนไม้ หรือของแข็ง ยาว ที่สามารถจับต้องได้แต่อย่างใด หากแต่แสดงถึงความหมายเชิงนามธรรม อันได้แก่ จำนวนตัวเลขหรือตำแหน่ง เช่น “ 一 ” 、 “ 二 ” 、 “ 三 ”  แสดงถึงจำนวน 1, 2 และ3 ตามลำดับ ส่วนการใช้เส้นตรงแนวนอนที่สั้นกว่าวางอยู่บนเส้นตรงแนวนอนอีกเส้นหนึ่งก็เพื่อระบุถึงตำแหน่ง  “ บน ”  กลับกัน การใช้เส้นตรงแนวนอนที่สั้นกว่าวางอยู่ด้านล่างเส้นตรงแนวนอนอีกเส้นหนึ่ง ระบุถึงตำแหน่ง  “ ล่าง ”  ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสัมผัสจบต้องไม่ได้ หรือเป็นความหมายเชิงนามธรรมั่นนเอง

 

2.2 การเพิ่มเติมสัญลักษณ์บางอย่างลงบนตัวอักษรเดิมที่มีอยู่เพื่อชี้นำเชื่อมโยงให้มองเห็นความหมายที่ลึกลงไปจากพื้นฐานความหมายเดิม ลักษณะตัวอักษรบ่งชี้ความหรือ指事字(Zhǐshì zì)ในรูปแบบที่สองนี้จะ

เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตัวอักษรแบบลอกเลียนรูปหรือ象形字(Xiàngxíng zì)โดยตรงกล่าวคือเป็นการปรากฏร่วมของสัญลักษณ์นามธรรมกับตัวอักษรเสมือนจริงที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว ซึ่งการนำสัญลักษณ์นามธรรมเข้าไปวางประกอบในตัวอักษร 象形字(Xiàngxíngzì)ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งก็เพื่อเป็นจุดอ้างอิงเชื่อมโยงและบ่งชี้ความหมายที่ต้องการสื่อันั้นเข้าสู่จุดเน้นในอักษรเสมือน ทั้งนี้ การใช้  “ สิ่งใหม่ ”  เติมเข้าไปใน  “ สิ่งเดิม ”  แบบที่ตัวอักษร 指事字 (Zhǐshì zì) ท่านั้น ก็เพื่อยืมความหมายจากอักษรเสมือนจริงที่มีอยู่และเชื่อมโยงบ่งชี้ความหมายที่ต้องการสื่อจากจุดเฉพาะบางจุดนั้นให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นจุดสังเกตและโยงเข้าสู่จุดเน้นให้ชัดเจนขึ้น หรือดึงเอาความหมายนามธรรมที่แฝงอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่ผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรต้องการออกมา

 

 

 

 

 

ตัวอักษรที่ใช้วิธีประดิษฐ์แบบ 指事(Zhǐ shì) นี้ มีจำนวนน้อยกว่าตัวอักษร象形 กว่าครึ่ง กล่าวคือปรากฏใน《说文解字》เพียง 125 ตัว จาก 9,353 ตัวเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 1.34 เท่านั้น(马景仑, 2002 : 23 ; 严文明, 2006 : 327)

3.会意字 (Huìyì zì) ตัวอักษรผสานความ ธรรมชาติดั้งเดิมของระบบเขียนในภาษาจีน เป็นระบบการเขียนที่ตั้งต้นด้วยการเป็นตัวอักษรสื่อความไม่ใช่สื่อเสียง และตัวอักษรแต่ละตัวในระบบภาษาเขียนของจีนนั้นมีความหมายประจำตัวอักษร นับจากตัวอักษร 象形字 (Xiàngxíng zì) และตัวอักษร 指事字(Zhǐshì zì) รวมทั้งวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนในลักษณะที่ 3 ที่เรียกว่า 会意 (Huìyì) นี้ ก็ยังคงสืบทอดลักษณะเด่นข้างต้นของตัวอักษรจีนเอาไว้ 会(Huì) แปลว่า รวมผสาน 意 (Yì) คือความหมาย หากแปลตรงตัว 会意字 (Huìyì zì) คือตัวอักษรแบบผสานความซึ่งเกิดจากการนำตัวอักษรที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมารวมกัน เกิดเป็นตัว

อักษรใหม่หนึ่งตัวที่ความหมายประจำตัวอักษรใหม่นั้นมาจากการประสานความหมายจากตัวอักษรดั้งเดิมแต่ละตัวที่นำมาประกอบกัน หากเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนโดยง่ายก็เปรียบเสมือนการนำเหล็กรูปร่างต่าง ๆ หลอมรวมให้เป็นเนื้อเดียวกันและหล่อขึ้นมาในรูปทรงใหม่ โดยที่ส่วนประกอบหรือเนื้อในนั้นยังคงเป็นเหล็กเดิมอยู่นั่นเอง ดังนั้นตัวอักษรผสานความหรือ会意字(Huìyì zì) จึงเป็นการต่อยอดความหมายจากความหมายเดิมไปสู่ความหมายใหม่แต่ยังคงเค้าความหมายเดิมหรือจุดเด่นเฉพาะจากพื้นตัวอักษรเดิมอยู่ ดังตัวอย่างในตารางต่อไปนี้

 

ตัวอักษรผสานความหรือ会意字 (Huìyì zì) นี้ขยายขอบเขตการสื่อสารที่เคยมีมาแต่เดิมให้กว้างขวางขึ้นมาก ไม่เพียงแต่จำนวนคำที่มากกว่าตัวอักษร 象形字(Xiàngxíng zì)และ指事字(Zhǐshì zì)เท่านั้น 11 แต่วง

ความหมายที่ใช้สื่อความเช่น อากัปกิริยา อาการลักษณะ สภาพการณ์ของสิ่งต่าง ๆที่เคยเป็นทางตันในการสื่อความก็เริ่มคลี่คลายและมีหนทางในการสื่อสารมากขึ้น เรียกได้ว่า会意字(Huìyì zì) สามารถถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้อย่างมากมาย ถ่ายทอดความหมายที่หลุดพ้นจากความเป็นรูปธรรมซึ่งเคยมีในอดีตการผสานความหมายจากรูปตัวอักษรดั้งเดิมที่เด่นชัดในเรื่องสื่อความและแตกช่องความหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพื้น

ความหมายเดิม รูปอักษรที่มีความหมายประสานเข้ากับอีกหนึ่งรูปที่ก็มีความหมายจึงเพิ่มพูนขยายความให้ซึ่งกันและกัน ตัวอักษร 会意字 (Huìyì zì) นี้ฉายภาพความสามารถในการสังเกต วิเคราะห์  สังเคราะห์  รวมถึงพลังจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงเรื่องราวของมนุษย์ยุคบุกเบิกตัวอักษรได้อย่างชัดเจน ดังตัวอย่างเช่น (休,Xiū)ที่แปลว่าพักผ่อนนั้น ความหมายดั้งเดิมคือัน่งคลายร้อนใต้ร่มไม้ หากสังเกตตัวอักษรที่นำมาสร้างจะเห็นว่าประกอบขึ้นจากตัวอักษรลอกเลียนรูป 象形字(Xiàngxíng zì) 2 ตัวมารวมกัน ได้แก่ คน (人,Rén) และต้นไม้ (木,Mù) ความหมายจากตัวอักษรทั้งสองเมื่อหลอมรวมกันจึงเกิดเป็นความหมายใหม่ที่สื่อถึงการพักกายหลบร้อนใต้เงาไม้ของต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา จนมีความหมายในปัจจุบันว่า  “ พัก, พักผ่อน ”  ในที่สุด หรือ (明,Míng) ที่มีความหมายเชิงนามธรรมบ่งถึง  “ แสงสว่าง, ความสว่างไสว ”  จะเห็นว่าผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรต้องคัดเลือกตัวอักษรที่ตนเห็นว่าพอจะสามารถดึงจุดเด่นที่ผู้รับสารเคยมีประสบการณ์ร่วมสื่อความให้คนเข้าใจได้ จนในท้ายที่สุดหยิบเอาดวงอาทิตย์  (日,Rì) และดวงจันทร์  (月,Yuè)  มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเชื่อมโยงความหมาย ไม่ว่าจะเป็นความหมายเชิงนามธรรมอย่าง“ แสงสว่าง, การแบ่ง ”  หรือจะเป็นความหมายที่แสดงถึงอากัปกิริยา อาการสภาพ เช่น  “ นั่ง, พัก, มอง ”  หรือเป็นความหมายที่ยังคงความเป็นรูปธรรมแต่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวอย่าง“ บ้าน, ป่า ”  เหล่านี้ล้วนสะท้อนระบบการรับรู้ การประมวลผล การเชื่อมโยงความหมาย รวมทั้งการถ่ายทอดูและสื่อสารความหมายที่มีต่อสรรพสิ่งทั้งปวงของคนในอดีตกาลได้เป็นอย่างดี

ข้อแตกต่างที่เด่นชัดของระบบตัวอักษรจีนทั้ง 3 ประเภท อันได้แก่อักษรลอกเลียนรูป 象形字 (Xiàngxíng zì) อักษรบ่งชี้ความ指事字 (Zhǐshì zì)และอักษรผสานความ会意字 (Huìyì zì) ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกับตัวอักษรไทยนั้น คือการเป็นตัวอักษรสื่อความหมายโดยสมบูรณ์  นับตั้งแต่ตัวอักษร 象形字(Xiàngxíng zì)

ที่สื่อความหมายเชิงรูปธรรม และพัฒนาเป็นตัวอักษรสื่อความหมายเชิงนามธรรมอย่างตัวอักษร 指事字 (Zhǐ shì zì) จนกระทั่งถึงตัวอักษร 会意字 (Huìyì zì) ที่ประสานความเพื่อขยายความให้กว้างขวางขึ้น กล่าวอีกันยหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปและความหมายที่สอดคล้องกันของตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทนี้เป็นข้อเด่นและเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สุดที่สะท้อนถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการสรรค์ สร้างออกแบบตัวอักษรอันล้ำลึก ในขณะที่เราพบข้อสังเกตที่น่าทึ่งหลายประการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตัวอักษรทั้ง 3 แบบ แต่เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่า ตัวอักษรที่ได้กล่าวมาแล้วทั้ง 3 ประเภทข้างต้น รวมกันแล้วยังมีจำนวนเพียง 1,656 ตัวอักษรจาก 9,353 ตัวอักษร หรือคิดเป็นร้อยละ 17.70 เท่านั้น (马景仑, 2002 : 23 ; 严文明,2006 : 327) คำถามที่น่าสนใจคืออีก 7,697 ตัวอักษร หรือร้อยละ 82.3 ที่เหลือเป็นตัวอักษรลักษณะใด มีวิธีประดิษฐ์อย่างไร และเพราะเหตุใดจึงไม่ใช้วิธีลอกเลียนรูป 象形(Xiàngxíng) บ่งชี้ความ指事(Zhǐshì) หรือผสานความ会意(Huìyì)ในการประดิษฐ์

4.形声字 (Xíngshēng zì) ตัวอักษรรูปเสียงประสาน เป็นที่ทราบกันดีว่ายุคแรกเริ่มในการประดิษฐ์ตัวอักษรจีน ตัวอักษรสามารถถ่ายทอดความหมายเชิงรูปธรรมเป็นหลัก หรือหากถ่ายทอดความหมายเชิงนามธรรมก็ยังคงถูกจำกัดในวงความหมายแคบ ๆ ความหมายเชิงนามธรรมที่ลึกซึ้งไม่สามารถถ่ายทอดผ่านอักษรลอกเลียนรูป 象形字(Xiàngxíng zì),อักษรบ่งชี้ความ指事字(Zhǐ shì zì)และอักษรผสานความ会意字(Huìyì zì)ได้เลย สาเหตุสืบเนื่องมาจากรูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรที่มุ่งสื่อสารผ่านตัวอักษรภาพนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อกลวิธีการประดิษฐ์ ตัวอักษรดั้งเดิมที่เคยมีมาทั้ง 3 วิธีไม่สามารถตอบสนองการสื่อสารความหมายได้อย่างที่ตั้งใจ มนุษย์จึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้านี้ด้วยการ “ หยิบยืม ” บรรดาตัวอักษรเดิม ๆ ที่ใช้กันอยู่นั้น มาระบุความหมายที่ต้องการเพิ่มเติมเข้าไป โดยที่เสียงของตัวอักษรยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง กลวิธีการใช้ตัวอักษรหนึ่งมาเพิ่มความหมายเข้าไปเป็นความหมายที่สอง สาม สี่ ต่อไป ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า กลวิธี 假借 (Jiǎjiè)12 (赵学清、张喆,2011: 87) เช่น ตัวอักษร ความหมายแรกเริ่มเดิมที่แปลว่า อาวุธที่มีฟันแหลมคม ต่อมาได้มีการยืมรูปและเสียงของตัวอักษรเดิมมาเพื่อใช้ในการสื่อความหมายถึงสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือฉัน(我)แน่นอนว่า 假借字 (Jiǎjiè zì) สามารถแก้ปัญหาการสื่อความหมายที่ลึกซึ้งอย่างความหมายเชิงนามธรรมได้เป็นอย่างดีอย่างที่象形字 (Xiàngxíng zì),指事字(Zhǐ shì zì) และ会意字 (Huìyì zì)ไม่สามารถทำได้มาก่อน แต่ยิ่งปรากฏการณ์ การใช้อักษร 假借字 (Jiǎjiè zì) ทวีจำนวนมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ “ หนึ่งตัวอักษรหลายความหมาย ”  มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นอุปสรรคที่ส่งผลต่อการสื่อสารความหมายโดยเฉพาะการรับสารจากการอ่านเป็นอย่างมาก เกิดความหมายที่ไม่ชัดเจนกำกวม และต้องพึ่งพาบริบทของความโดยรอบตัวอักษรนั้น (王秀荣,2013 : 94) ลักษณะ  “ ร่างทรง ”  ของ 假借字 (Jiǎjiè zì) ที่หนึ่งตัวอักษรรับภาระถ่ายทอดความหมายหลากหลาย ก่อให้เกิดความกำกวมในการตีความตามไปด้วย ปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ เป็นแรงผลักที่ทำให้กลวิธีประดิษฐ์ตัวอักษรในรูปแบบใหม่เกิดขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์  เสมือนการค้นพบเหมืองทองคำล้ำค่าระหว่างทางที่มุ่งไปสู่การพัฒนาตัวอักษรจีน ตัวอักษรที่ใช้กลวิธีการประดิษฐ์รูปแบบใหม่นี้คือ形声字(Xíngshēng zì)หรือตัวอักษรรูปเสียงประสาน形 (Xíng) หมายถึง รูปร่าง ลักษณะ 声 (Shēng) หมายถึง เสียง ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ด้วยกลวิธี 形声(Xíngshēng) หรือตัวอักษร 形声字 (Xíngshēng zì) นี้เกิดจากการประสานส่วนประกอบสองส่วนเข้าด้วยกัน ส่วนหนึ่งบ่งชี้ความหมาย อีกส่วนหนึ่งระบุเสียง ส่วนประกอบทั้งสองส่วนนี้รวมเรียกว่า 偏旁(Piānpáng) หรือส่วนประกอบด้านข้าง 13 โดยส่วนประกอบด้านข้างที่กำหนดเสียงอ่านเรียกว่า 声旁 (Shēng páng)ส่วนที่กำหนดความหมายเรียกว่า 形旁 (Xíng páng) ดังนั้น กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่นำ形旁(Xíng páng) และ声旁 (Shēng páng) มาประกอบเข้าด้วยกันลักษณะนี้จึงเรียกว่า形声(Xíngshēng)และตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยกลวิธีนี้ก็คือ形声字 (Xíngshēng zì)

หรือตัวอักษรรูปเสียงประสานั่นนเอง กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรในลักษณะนี้ เป็นการสร้างตัวอักษรใหม่โดยการนำตัวอักษรที่มีใช้อยู่เดิมแล้ว เติมเครื่องหมายสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเพิ่มเข้าไปอีกส่วน ส่วนที่เป็นตัวอักษรพื้นฐานเดิมจะเป็นส่วนบอกเสียง ส่วนที่เติมเข้าไปใหม่จะระบุความหมาย เสียงของตัวอักษรใหม่เกิดจากการยืมเสียงของตัวอักษรเดิมความหมายของตัวอักษรใหม่เกิดจากการยืมความหมายหรือจุดเด่นของส่วนที่เติมใหม่เข้าไปเพื่อกำหนดความหมายของตัวอักษรใหม่ที่เกิดขึ้น เกิดเป็นตัวอักษรใหม่หนึ่งตัวที่มีเค้าโครงเสียงและความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงส่วนที่ประกอบกันขึ้น มีจุดเด่นที่พอจะอนุมานได้จากส่วนที่ประกอบเข้าด้วยกัน (赵学清、张喆,2011 : 97 ; 严文明, 2006 : 326)แต่การสื่อความหมายและเสียงที่ว่านี้อาจไม่ตรงตามเสียงและรูปของส่วนประกอบเดิมทั้งสองเสียทีเดียว หากแต่สามารถเชื่อมโยงอนุมานหรือตีความได้ เช่นเดียวกับส่วนประกอบที่สื่อเสียงก็จะมีส่วนที่คล้ายคลึงกับเสียงดั้งเดิมของตัวอักษรที่นำมาประกอบอาจคล้ายคลึงในหน่วยเสียงพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์  ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรืออาจคล้ายคลึงในหลายส่วนก็เป็นได้ ดังนั้นตัวอักษรที่ใช้วิธีประดิษฐ์แบบ 形声字 (Xíngshēng zì)การคาดเดาเสียงอ่านและความหมายของตัวอักษรก็เป็นไปได้โดยง่าย การจัดระบบการจดจำก็ง่ายดายและเป็นแบบแผนมากยิ่งขึ้น เช่น ตัวอักษร 彩、菜、踩 มีส่วนประกอบบอกเสียงหรือ声旁 (Shēng páng) 采   “  Cǎi  ”  เป็นพื้นเสียง เมื่อประกอบกับ 形旁 (Xíngpáng)หรือส่วนประกอบบ่งความแล้วทำให้มีเสียงอ่านที่ใกล้เคียงตัวอักษรพื้นเสียงเดิมโดยตัวอักษรทั้งสามตัวข้างต้นมีเสียงอ่านตามลำดับดังต่อไปนี้  “  Cǎi,Cài,Cǎi  ”  เช่นเดียวกับตัวอักษร  “ 巴 ”  (ba) เมื่อประกอบเข้ากับส่วนประกอบข้างอีกส่วนเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบบอกเสียง จะทำให้ตัวอักษรใหม่ที่ได้มีเสียงอ่านที่คล้ายคลึงกับเสียงอักษรเดิมเช่น  “ 把 ”  (Bǎ)、 “ 爸 ”  (Bà)、 “ 芭 ”  (bā)、 “ 吧 ”  (Ba)、 “ 笆 ”  (Ba) ในขณะที่ส่วนประกอบบอกความหมายหรือ形旁 (Xíng páng) นั้น เมื่อประกอบเข้ากับส่วนประกอบบอกเสียงอีกส่วนหนึ่ง จะได้ตัวอักษรใหม่ที่มีความหมายสอดคล้องใกล้เคียงกับความหมายประจำตัวของ 形旁 (Xíng páng)  นั้น ๆ เช่น  “ 疒 ” มาจากตัวอักษร  “ 病 ”  ซึ่งมีความหมายว่า  “ เจ็บป่วย ”  เมื่อ 形旁 (Xíng páng)  “ 疒 ”  ปรากฏร่วมกับ 声旁 (Shēng páng) บอกเสียง ความหมายของตัวอักษรใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับความหมายของ 形旁 (Xíng páng) นั้น ๆ ตามไปด้วย เช่น 疼 เจ็บ、痛 ปวด、病 ไม่สบาย、疗 รักษา   เป็นต้นดังตัวอย่างในตารางข้างล่างนี้

 

หากจะกล่าวว่า ตัวอักษรรูปเสียงประสานหรือ形声字 (Xíngshēng zì)เกิดขึ้นมาเพราะพบทางตันในการสื่อสารก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรลอกเลียนรูป象形字(Xiàngxíng zì) ตัวอักษรบ่งชี้ความ指事字(Zhǐshì zì) หรือตัวอักษรผสานความ会意字(Huìyìizì) ต่างก็ล้วนเป็นอักษรสื่อความหมายผ่านรูปตัวอักษรทั้งสิ้นตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทนั้น ไม่ได้บ่งบอกข้อมูลใด ๆเกี่ยวกับเสียงอ่านของตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือระบบการสร้างตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทข้างต้นนั้นไม่ได้พิจารณาถึงระบบเสียงหรือนำระบบเสียงมาเป็นส่วนประกอบในการประดิษฐ์ตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย หากแต่พิจารณาเพียงลักษณะเด่นของรูปอักษร บริเวณแวดล้อมรูปอักษรหรือจุดอ้างอิงในรูปอักษรดังที่ได้กล่าวมาเท่านั้น เรียกได้ว่าสามารถหาความเชื่อมโยงได้เพียงแค่ระหว่างรูปอักษรและความหมาย แต่ไม่อาจเชื่อมโยงไปยังเสียงของตัวอักษรเลย

 

แม้แต่น้อย เสียงที่ถูกบรรจุลงในตัวอักษรทั้งสามประเภทก็เป็นไปอย่างไม่มีกฎเกณฑ์  ไม่มีระบบหลักเชื่อมโยงใด ๆ ที่จะโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างรูปอักษรความหมาย และเสียงเลย (严文明, 2006 : 326) เหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการคิดประดิษฐ์ ตัวอักษรด้วยวิธี 形声(Xíngshēng) นั้นก็เพราะตระหนักในปัญหาดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น 14 ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่า อักษรลอกเลียนรูป 象形字i(Xiàngxíng zì) อักษรบ่งชี้ความ指事字

(Zhǐshì zì)และอักษรผสานความ会意字i(Huìyì zì) จะสะท้อนภูมิปัญญาแห่งพลังจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์รวมทั้งมีคุณค่าความงามทางศิลปะมากเพียงใดหากแต่ยังไม่สามารถสื่อสารความหมายดังใจคิดและไม่สามารถบันทึกภาษาพูดให้ครอบคลุมครบถ้วนได้โดยสมบูรณ์  ดังที่严文明 (2006 : 326) ได้กล่าวว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของตัวอักษรนั้นทำหน้าที่บันทึกภาษาพูด ตัวอักษรที่สมบูรณ์จึงต้องทำหน้าที่บันทึกเสียง

พูดได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ตัวอักษรที่ไม่ตอบสนองความต้องการแก่นแท้พื้นฐานในข้อนี้จึงไม่อาจเรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ได้ จะเป็นก็แต่เพียงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์  หาใช่  “ ตัวอักษร ”  ที่บันทึกภาษาที่แท้จริงไม่ ด้วยเหตุนี้ ตัวอักษรจึงต้องเชื่อมโยงทั้งรูปตัวอักษร ความหมาย และเสียงพูดเข้าไว้ด้วยกัน หากละเลยส่วนที่สำคัญที่สุดในภาษาคือเสียงไป ก็ไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของภาษาได้ สถานการณ์ของตัวอักษรไม่สื่อ  “ เสียง ”  ที่เป็นจุดบอดูและทางตันของการสื่อสารด้วยลายลักษณ์ในภาษาจีน กลายเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ตัวอักษรจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในรูปแบบและกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษร จีนคิดประดิษฐ์ ตัวอักษร 形声字(Xíngshēng zì) ขึ้นจากกลวิธี 形声(Xíngshēng) ซึ่งนำรูปและเสียงของตัวอักษรประสานเป็นหนึ่งเดียว สร้างคูณปการในการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนอย่างใหญ่หลวง เปลี่ยนแปลง  “ ขนบ ”  กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนแบบเก่าโดยสิ้นเชิง ข้อด้อยที่เคยมี แต่เดิมกลับกลายเป็นจุดแข็งของตัวอักษรจีนและเปิดทางสายใหม่ของการสื่อสารผ่านตัวอักษรอย่างไม่น่าเชื่ออักษรรูปเสียงประสาน 形声字 (Xíngshēng zì) กลายเป็นตัวอักษรที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของจีน โดยมีทั้งรูป เสียง และความหมายครบสมบูรณ์ ในขณะที่形声(Xíngshēng) กลายเป็นกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่นิยมใช้มากที่สุด

เรื่อยมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่นี้ทำให้ตัวอักษรจีนทันสมัย มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นตอบสนองต่อการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถสร้างตัวอักษรได้เป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปตัวอักษรเดิม เพิ่มประสิทธิภาพในการประดิษฐ์ตัวอักษร การสร้างตัวอักษรแบบ 形声(Xíngshēng) นี้ นับเป็นช่วงสุกงอมของการพัฒนาตัวอักษรจีนและภาษาจีนจนทำให้ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ด้วยวิธี 形声(Xíngshēng) นี้ มีจำนวนมากถึง 7,697 ตัวอักษรจาก 9,353 ตัว คิดเป็นร้อยละ 82.315(马景仑, 2002 : 23 ; 严文明, 2006 : 327) ด้วยเหตุนี้อาจกล่าวได้ว่า กลวิธีประดิษฐ์ตัวอักษรแบบ 形声(Xíngshēng) หรือรูปเสียงประสานนี้ ทำให้ตัวอักษรจีนเพิ่มมากขึ้นจนเพียงพอที่จะใช้สื่อสารความหมายทั้งรูปธรรมและนามธรรม

อักษรจีน  :  การเปลี่ยนแปลงหรือการหนีตาย

แบบแผนหลักการที่แสดงผ่านกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนทั้ง 4 ประเภทดังที่ได้กล่าวในข้างต้นนั้นสะท้อนให้เห็นความวิริยะอุตสาหะในการเพียรพยายามสร้างสรรค์ อักษรเขียนให้บังเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการในการสื่อสารของมนุษย์ยุคบุกเบิกตัวอักษรได้เป็นอย่างดี ด้วยวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรทั้ง 4 ประเภท อันได้แก่ ลอกเลียนรูป(象形,Xiàngxíng), บ่งชี้ความ(指事.Zhǐshì), ผสานความ(会意,Huìyì)  และรูปเสียงประสาน (形声,Xíngshēng) นั้น ทำให้จีนมีตัวอักษรเพียงพอต่อการถ่ายทอดทุกความรู้สึกนึกคิดและทุกเรื่องราวในชีวิตที่ปรารถน่าจะสื่อความ(严文明, 2006 : 326) ตัวอักษรทั้ง 4 ประเภท เป็นจุดตั้งต้นต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ตัวอักษรรูปแบบใหม่ ๆ ในแต่ละช่วงเวลา กว่าจะสัมฤทธิ์ผลเป็นที่ประจักษ์และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทุกวันนี้ต้องผ่านการสั่งสมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อแก้ไขเปลี่ยนปรับเพิ่มเติมลดทอนให้ได้ตัวอักษรที่สมบูรณ์เหมาะสมกับผู้ใช้ เวลาอันยาวนาน ขั้นตอนที่หลากหลายกับตัวอักษรที่เป็นผลมาจากกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรทั้ง 4 แบบ ภายใต้กระบวนการสื่อสารและผสานความหมายผ่านอักษรที่ตั้งต้นด้วยการเลียนธรรมชาติเหล่านั้น มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ มีแบบแผนและเป้าหมายที่ชัดเจน หรือเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเพื่อหาทางรอดเฉพาะหน้าเฉกเช่นเดียวกับการ “ หนีตาย ”  เท่านั้นภายใต้กระบวนการสื่อสารและผสานความหมายผ่านอักษรที่ตั้งต้นด้วยการเลียนธรรมชาติจนกลายเป็นตัวอักษรเขียนที่มีเสถียรภาพในปัจจุบันนี้ ตัวอักษรจีนแต่ละตัวมีวิวัฒนาการรูปวิธีเขียนหลายต่อหลายครั้งตามยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน รูปแบบการเขียนที่พัฒนาแตกต่างกันไปตามช่วงเวลานี้ทำให้ตัวอักษรจีนปรากฏรูปลักษณะที่แตกต่างกันหลากหลาย เกิดเป็นตัวอักษรจีน 7 แบบ(汉字七体, Hànzì qī tǐ)ที่สะท้อนความเป็นไปของตัวอักษรจีนในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นรูปธรรม รูปลักษณะตัวอักษรจีน 7 แบบ

ที่กล่าวถึงนี้ ประกอบด้วย 甲骨文(Jiǎgǔwén), 金文(Jīn wén) ,小篆(Xiǎozhuàn),隶书(Lìshū), 楷书(Kǎishū), 草书(Cǎoshū)และ行书(Xíngshū)

 

 

 

ตารางข้างต้นนั้น แม้มองเพียงผิวเผินก็คงสังเกตเห็นว่า มีรูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันใน 2 ลักษณะชัดเจน คือลักษณะที่เสมือนภาพวาดูและลักษณะที่เป็นเส้นขีดสัญลักษณ์  และนั่นสอดคล้องกับการแบ่งรูปลักษณะของตัวอักษรจีนออกเป็น 2 ยุคตามการพัฒนารูปร่างการเขียนตัวอักษรจีน อันได้แก่ ยุคโบราณและยุคปัจจุบัน โดย 甲骨文(Jiǎgǔwén), 金文(Jīn wén) และ小篆 (Xiǎozhuàn)เป็นรูปแบบตัวอักษรในช่วงยุคโบราณ ส่วน 隶书(Lìshū), 楷书(Kǎishū), 草书(Cǎoshū) และ行书 (Xíngshū) นั้นจัดเป็นตัวอักษรในช่วงยุคปัจจุบัน (王秀荣,2013 : 100 - 112) ฉะนั้น 隶书(Lìshū)จึงเปรียบเสมือนประตูบานสำคัญที่แง้มเปิดเข้าสู่ยุคตัวอักษรเขียนปัจจุบัน เป็นจุดพลิกเปลี่ยนลักษณะรูปร่างของตัวอักษรจากรูปวาดมาสู่เส้นขีดสัญลักษณ์  ซึ่งวิวัฒนาการตลอดเส้นทางในด้านรูปแบบการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรจีนนั้น สอดคล้องกับที่邵敬敏(2007 : 75) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นไปในลักษณะที่เปลี่ยนจากยากเป็นง่าย เปลี่ยนจากซับซ้อนมากเป็นซับซ้อนน้อย เปลี่ยนจากรูปธรรมเป็นนามธรรม เปลี่ยนจากเส้นโค้งคดงอเป็นเส้นตรงหักมุม และเปลี่ยนจากการวาดภาพเป็นการใช้สัญลักษณ์เส้นขีด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพื่อตอบสนองต่อการเขียนที่สะดวกรวดเร็วในการใช้งานจริงตอบสนองต่อเทคโนโลยีการพิมพ์  และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้เขียนนั่นเอง

จากตารางแสดงรูปลักษณะตัวอักษรจีนทั้ง 7 แบบ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ารูปลักษณะตัวอักษรที่เรียกว่า 甲骨文 (Jiǎgǔwén) และ金文 (Jīn wén) นั้น มีลักษณะคล้ายจริงและมีความเป็นรูปภาพสูงมาก ตัวอักษรพยายามวาดลอกเลียนสิ่งที่ตาเห็นให้ออกมาเสมือนจริงมากที่สุด มักพบว่า 甲骨文i(Jiǎgǔwén) และ金文i(Jīn wén) นั้นมีความเป็นเอกภาพทางตัวอักษรน้อย ตัวอักษรอาจหันหัวไปคนละทาง ทิศทางมุมมอง การนำเสนออาจแตกต่าง จำนวน ลักษณะ รายละเอียดปลีกย่อยู่ในตัวอักษรไม่มีการกำหนดแบบแผนชัดเจน อาจต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียน(王秀荣,2013 : 104) เราจึงพบตัวอักษรเดียวกันที่มีวิธีการเขียนและรูปลักษณ์แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก เช่น ตัวอักษร 象 (Xiàng) ที่แปลว่า ช้าง ขาของตัวหนึ่งอาจไปด้านซ้ายขาของอีกตัวหนึ่งไปด้านขวา เช่น หรือตัวอักษร 车 (Chē )ที่แปลว่า รถ อาจมีล้อ 2 ล้อหรือ 3 ล้อหรืออาจจะวาดที่นั่งหรือไม่ก็แล้วแต่เช่น บ้างก็มีมุมมองการนำเสนอต่อตัวอักษรที่แตกต่าง อาจนำเสนอ

จำกัดด้านข้าง หรือจำกัด้านบน เช่น ตัวอักษร 龟 (Guī) ที่แปลว่า เต่า ตัวอักษร果 (Guǒ) ที่แปลว่า ผล ลักษณะเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า ประสบการณ์ ที่แตกต่างจะส่งผลต่อมุมมองรวมทั้งการนำเสนอที่แตกต่างตามไปด้วย ดังที่严文明 (2006 : 324) ได้เคยกล่าวไว้ ดังนั้นเพื่อถ่ายทอดความเหมือน รูปลักษณะตัวอักษร 甲骨文 (Jiǎgǔwén)และ金文 (Jīn wén) นี้ จึงไม่คำนึงถึงความซับซ้อนของตัวอักษรว่าจะมากเพียงใด สำคัญเพียงแค่สามารถสื่อสารความหมายโดยลอกเลียนหรือดึงจุดเด่นที่ชัดเจนออกมาได้ก็เพียงพอแล้ว จากตัวอักษรที่มีลักษณะลอกเลียนเสมือนจริงอย่าง甲骨文 (Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén) มีการพยายามทำให้ตัวอักษรรูปวาดนี้มีความเป็นตัวอักษรมากยิ่งขึ้นและซับซ้อนน้อยลงโดยใช้การวาดเส้นแทนการวาดรูป ตัวอักษรถูกพัฒนารูปร่างในการเขียนจนกลายมาเป็นรูปแบบตัวอักษรแบบ 小篆(Xiǎozhuàn) ซึ่งมีลักษณะเป็นการประกอบขึ้นของเส้นโค้งหลายเส้นมากกว่าที่จะเป็นรูปวาด ความเป็นภาพวาดที่แต่เดิมเคยมีใน 甲骨文(Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén) จึงลดน้อยลงและมีความเป็นสัญลักษณ์มากยิ่งขึ้น หากเทียบกับตัวอักษร 甲骨文(Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén) แล้ว ตัวอักษรแบบ 小篆(Xiǎozhuàn) นี้ จะมีขนาดูและโครงสร้างของตัวอักษรที่แน่นอน คือเป็นโครงสร้างแบบผอมสูง เป็นระเบียบสม่ำเสมอ และประกอบด้วยเส้นโค้งมนที่มีขนาดูและความหนาบางเท่า ๆ กันมากกว่า ความแตกต่างหรือการเขียนอย่างใจผู้เขียนก็ลดความหลากหลายลง มีความเป็นเอกภาพและมีแบบแผนของตัวอักษรเพิ่มสูงขึ้น (赵学清、张喆 , 2011 : 44) เช่นจากตัวอย่างดังกล่าว หากสังเกตให้ดีจะพบว่าจุดเด่นสำคัญของอักษร 小篆(Xiǎozhuàn) นี้ก็คือลักษณะเส้นที่โค้งมนและรูปแบบโครงสร้างที่ผอมสูงนั่นเอง เส้นที่โค้งมนนั้นให้ความรู้สึกอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง อ่อนช้อยและงดงาม แต่ในแง่การเขียนและการใช้งาน เส้นโค้งเหล่านี้ใช้เวลาในการเขียนมากกว่าเส้นตรง และสิ้นเปลืองเวลามากกว่าเส้นหักมุม แม้จะหลุดจากความเป็นรูปภาพเสมือนที่ซับซ้อน แต่เส้นโค้งที่เป็นองค์ประกอบหลักของตัวอักษรเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวอักษร 小篆(Xiǎozhuàn) นั้นยังคงความยากในการเขียน (赵学清、张喆,2011 : 44) ตัวอักษร 隶书(Lìshū) จึงเกิดขึ้นจากการยืดเส้นโค้งมนในตัวอักษร 小篆(Xiǎozhuàn) ให้เป็นเส้นตรง ปรับส่วนโค้งของเส้นเป็นการหักมุม (王秀荣,2013 : 108 - 109) การเกิดขึ้นของตัวอักษร 隶书(Lìshū) จึงถือเป็นการเกิดเส้นตรงและการหักมุมขึ้นในตัวอักษรจีนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้รวมถึงการเป็นจุดกำเนิดของเส้นขีดพื้นฐานต่าง ๆ อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาจนกระทั่งเป็นเส้นขีดที่สมบูรณ์ในตัวอักษรยุคปัจจุบันนี้ กล่าวได้ว่า การลดทอนปรับเปลี่ยนจำนวนและลักษณะเส้นขีดในตัวอักษรดั้งเดิมให้ลดจำนวนและความซับซ้อนลงนั้น ทำให้隶书(Lìshū) เป็นตัวอักษรที่เขียนง่ายและหลุดพ้นจากรูปแบบโครงสร้างดั้งเดิมของการเป็นอักษรเสมือนลอกเลียนรูปแบบ 象形字 (Xiàngxíng zì) อย่างสิ้นเชิง นับเป็นขั้นตอนสำคัญที่เปลี่ยนรูปลักษณะการเขียนไปอย่างไม่เหลือเค้าความเดิมที่แต่เดิมสามารถมองออกเดาได้ กลายเป็นสัญลักษณ์เครื่องหมายที่เป็นตัวอักษรอย่างแท้จริงและไม่ใช่รูปภาพอีกต่อไป นับเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ยุคตัวอักษรปัจจุบันตั้งแต่นั้น  เป็นต้นมา แต่ถึงกระนั้นโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปทรงเตี้ยป้านของ 隶书(Lìshū) ที่แม้จะสร้างระบบพื้นฐานแบบตัวอักษรปัจจุบันขึ้นมาแล้ว แต่การเน้นความประณีตบรรจงในการเขียนเส้นขีดตรงให้มีลักษณะเคลื่อนไหวเป็นลอนคลื่น ความละเมียดละไมและมองตัวอักษรเป็นเครื่องวัดคุณค่าความงามทางศิลปะนี้ เป็นจุดที่ทำให้隶书(Lìshū) ตอบสนองต่อการใช้งานเพื่อการสื่อสารได้ไม่เต็มที่อุปสรรคข้อนี้ทำให้เกิดตัวอักษร 楷书(Kǎishū) ที่พัฒนาโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมแบนป้านของ 隶书(Lìshū)ให้เป็นโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส เปลี่ยนลักษณะเส้นที่เป็นคลื่นลอนมีลักษณะเคลื่อนไหวให้เป็นเส้นตรงเรียบ (王秀荣,2013 : 111) เกิดเป็นเส้นขีดมาตรฐานที่ใช้ประกอบเป็นตัวอักษรจีนที่สมบูรณ์แบบที่สุด รูปแบบตัวอักษรแบบ 楷书(Kǎishū)ได้รับความนิยมและกลายเป็นตัวอักษรต้นแบบที่ยึดถือเป็นแบบแผนว่าเป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ที่สุดมาโดยตลอดจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ เนื่องด้วยเส้นขีดูและวิธีการเขียนที่สมบูรณ์  มีหลักเกณฑ์ชัดเจน ส่งผลให้มีความสะดวกและรวดเร็วในการเขียน (赵学清、张喆,2011 : 52) ทั้งนี้ เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านไป เริ่มเกิดการเขียนที่เชื่อมเส้นต่อเส้นเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาในการเขียน ทำให้เขียนได้เร็วขึ้น ดังเช่นตัวอักษร 草书(Cǎoshū) ที่เริ่มแรกเกิดจากการเชื่อมเส้นขีดต่อเส้นขีดในอักษร 隶书(Lìshū) ตัวอักษร 草书(Cǎoshū)ในระยะเริ่มแรกจึงยังค่อนข้างชัดเจนและอ่านได้ง่ายเพราะโครงสร้างของตัวอักษรแต่ละตัวยังแยกออกจากกัน จนเมื่อพัฒนาเชื่อมโยงเส้นขีด

ในตัวอักษร 楷书(Kǎishū) ที่นอกจากเชื่อมเส้นต่อเส้นแล้ว ยังเชื่อมตัวอักษรต่อตัวอักษรเข้าด้วยกัน 草书(Cǎoshū) ในระยะหลังจึงเริ่มอ่านยาก เพราะย่นย่อเส้นหลายสิบเส้นให้เหลือเพียงสองหรือสามเส้น จนกระทั่งสามารถเขียนตัวอักษรหนึ่งตัวสำเร็จด้วยเส้นเพียงเส้นเดียวได้ ประโยชน์ในแง่การเป็นเครื่องมือสื่อสารของตัวอักษร 草书(Cǎoshū) นี้จึงค่อนข้างน้อยเพราะเข้าทำนองเขียนง่ายแต่อ่านยาก แต่กลับมีคุณค่าในด้านศิลปะสูงตรงกันข้ามกับตัวอักษร 行书(Xíngshū) ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ผสมผสานข้อดีของ 楷书 (Kǎishū)และ草书(Cǎoshū)เข้าด้วยกัน ระหว่างเส้นขีดที่ชัดเจนได้มาตรฐานโครงสร้างสี่เหลี่ยจัตุรัสเป็นระเบียบอย่าง楷书(Kǎishū) กับการเขียนอักษรรูปแบบหวัดเร็วลดทอนและเชื่อมต่อเส้นต่อเส้นของ 草书(Cǎoshū)เกิดเป็นตัวอักษรรูปลักษณะใหม่ที่แม้เส้นขีดในตัวอักษรจะเชื่อมต่อกัน แต่โครงสร้างของตัวอักษรยังชัดเจนอ่านง่าย

สังเกตได้ว่า วิวัฒนาการของตัวอักษรจีนในแต่ละช่วงเวลาที่ได้เปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ที่เด่นชัดยิ่ง นั่นคือการทำให้ตัวอักษรจีนที่เคยมีมาแต่เดิม  “ ซับซ้อนน้อยลง ”  หรือ “ง่ายขึ้น ”  นั่นเอง เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในแง่กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่พยายามนำเสียงเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการสร้างตัวอักษรใหม่แทนการสื่อความหมายผ่านรูปอักษร เปลี่ยนการสื่อสารผ่านรูปภาพให้เป็นการสื่อสารผ่านสัญลักษณ์  เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เส้นขีดูและวิธีการเขียนด้วยการลดทอนจำนวนเส้นขีดให้น้อยลง ดึงเส้นโค้งให้เป็นเส้นตรง เปลี่ยนเส้นโค้งให้เป็นเส้นหักมุม กล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เป็นไปใน 2 ลักษณะ คือลดจำนวนเส้น และทำเส้นให้เขียนง่ายขึ้น (张静贤, 2004 : 6 -10) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในหลากหลายลักษณะเหล่านี้ต่างล้วนมุ่งไปเพื่อทำให้ตัวอักษรจีนใช้งานได้สะดวก เร็วง่าย และสื่อสารชัดเจน ตอบสนองต่อการสื่อสาร ตอบสนองต่อเทคโนโลยีการพิมพ์  และตอบสนองต่อเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ในการเขียน รวมทั้งตอบสนองต่อเหตุผลทางการปกครอง(邵敬敏, 2007 : 75) ซึ่งจากวิวัฒนาการของตัวอักษรจีนตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น 张静贤(2004 : 6 - 10) ได้สรุปลักษณะการเปลี่ยนแปลงรอบด้านจากอดีตจนถึงปัจจุบันเหล่านี้ออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ช่วงที่ 1 ตัวอักษรรูปภาพ(图形化, Túxíng huà) ได้แก่ ตัวอักษรในช่วง甲骨文(Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén)เป็นตัวอักษรในยุคบุกเบิกตัวอักษรมีลักษณะเหมือนภาพวาด การเขียนตัวอักษรเหมือนการวาดรูป มีความเสมือนจริงชัดเจนแต่ความเป็นมาตรฐานของตัวอักษรน้อย ไม่มีหลักเกณฑ์แบบแผนใด ๆ ในการเขียน ไม่ว่าจะเป็นขนาด หรือรูปลักษณะ ตัวอักษรมีความซับซ้อนสูง ไม่สะดวกในการเขียน สิ้นเปลืองเวลา เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้จารึกตัวอักษร คือมีด กระดองเต่า กระดูกสัตว์  เครื่องสัมฤทธิ์ ช่วงที่ 2 ตัวอักษรประกอบด้วยเส้นวาด(线条化) จากรูปวาดเสมือนจริงในช่วงเวลาแรก ตัวอักษรจีนลดทอนจำนวนเส้นขีดให้น้อยลง ลัดขั้นตอนการวาด ลดความยาวของเส้นให้สั้นลง ปรับส่วนโค้งส่วนงอให้ตรงมากขึ้น เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนให้สะดวกและเร็วขึ้น ตัวอักษรเริ่มพ้นจากการเป็นรูปภาพ และมีขนาดเล็กใหญ่เท่ากันสม่ำเสมอ เป็นระเบียบ แต่เส้นในตัวอักษรก็ยังมีความโค้งงอคดเคี้ยว และยังคงเขียนยากอยู่อุปกรณ์การเขียนเปลี่ยนจากมีดเป็นพู่กัน จากกระดูกสัตว์และกระดองเต่าถูกแทนที่ด้วยแผ่นไม้ แผ่นไม้ไผ่ ตัวอย่างของตัวอักษรนี้ คือตัวอักษร 小篆(Xiǎozhuàn)ช่วงที่ 3 ตัวอักษรประกอบด้วยเส้นขีด(笔画化, Bǐhuà huà) ตัวอักษรในช่วงที่ 3 ของการเปลี่ยนแปลงมีโครงสร้างที่เป็นสี่เหลี่ยมชัดเจน หลุดพ้นจากการเป็นอักษรรูปภาพโดยสมบูรณ์  เส้นโค้งมีการยืดดึงเป็นเส้นตรง ส่วนโค้งเปลี่ยนเป็นการหักมุมและมีเส้นขีดมาตรฐานเกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบรองรับการประกอบขึ้นเป็นตัวอักษรจีนตัวอย่างตัวอักษรในช่วงนี้ ได้แก่ 隶书(Lìshū) ที่เขียนง่ายกว่า 小篆(Xiǎozhuàn)และเมื่อเชื่อมเส้นต่อเส้นเพื่อย่นย่อเวลาเขียนให้เร็วขึ้นก็จะเป็นตัวอักษรแบบหวัด草书(Cǎoshū) หรือตัวอักษร 楷书(Kǎishū) ซึ่งไม่หลงเหลือความเป็นรูปภาพใด ๆบนตัวอักษรอีกต่อไป ความโค้งมนที่เคยมีก็หายไป เป็นตัวอักษรที่ได้รับความนิยมในการใช้ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา หรือตัวอักษร 行书(Xíngshū) ซึ่งมีลักษณะคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างอักษร 楷书(Kǎishū) กับ 草书(Cǎoshū) ซึ่งเขียนได้เร็วและอ่านได้ง่ายอุปกรณ์การเขียนพัฒนาเป็น พู่กัน กระดาษ หมึก อาศัยความอ่อนนุ่มสปริงตัวของพู่กันเป็นตัวช่วยในการเขียน แม้ตัวอักษรจีนจะผ่านการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วนจนกลายเป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ในการสื่อความหมาย แต่จีนกลับไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวอักษรประจำชาติของตน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสังคมนิยม ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ปฏิวัติวัฒนธรรมรวมทั้งตัวอักษรอีกหลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือการสร้างอักษรจีนตัวย่อขึ้นแทนอักษรจีนตัวเต็มทุกการเปลี่ยนแปลงของตัวอักษรจีนที่เกิดขึ้น ล้วนมีหลักการมีแบบแผน และมีเป้าหมายการปรับลดทอนเส้นขีดูและโครงสร้างตัวอักษร ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนต่อเนื่องยาวนานและบังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นฐานให้กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งต่อ ๆ ไปการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เพียงแค่การเอาตัวรอด  “ หนีตาย ”  เฉพาะหน้านี้เป็นมาอย่างมั่นคงแข็งแรงจนทำให้ตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มีระบบแบบแผน เก่าแก่แต่ยังมีชีวิตตราบจนถึงทุกวันนี้

โครงสร้างของอักษรจีน 汉字的结构

หากนับจากส่วนประกอบจากรากอักษรจีนแล้ว อักษรจีนแบ่งเป็นอักษรแบบโครงสร้างเดี่ยวและโครงสร้างผสม อักษรโครงสร้างเดี่ยวก็คือรากอักษร สามารถประกอบกับอักษรและส่วนประกอบอืน ๆ เพื่อสร้างเป็นอักษรจีนตัวใหม่ได้ ซึ่งสามารถแบงวิธีการสร้างตัวอักษรตามโครงสร้างหลักได้ดังนี้

1.⿰(左右结构) โครงสร้างซ้ายขวา

หมวดอักษรแสดงความหมายมักอยู่ด้านซ้าย (มีบ้างที่อยู่ทางขวา) และตัวอักษรทางด้านขวา มักบอกเสียงอ่าน เช่น:挣、伟、休、担、明、沙






2.⿱(上下结构) โครงสร้างบนล่าง

如:志、苗、字、胃、岁、军






3.⿲(左中右结构) โครงสร้างซ้ายกลางขวา เช่น

如:湖,脚,溅,谢,做,粥






4.⿳(上中下结构) โครงสร้างบนกลางล่าง เช่น

如:奚、髻、禀、亵、莺、宴


5.半包围结构: โครงสร้างแบบล้อมกรอบ

(1).⿹(右上包围结构)
โครงสร้างขวา คลุมครึ่งบน

如:句、可、司、式、戎、虱





(2).⿸(左上包围结构)
โครงสร้างซ้าย คลุมครึ่งบน

如:庙、病、房、尼、眉、历






(3).⿺(左下包围结构)
โครงสร้าง ซ้าย คลุมครึ่งล่าง

如:建、连、毯、尴、超、翅






(4).⿵(上三包围结构)
โครงสร้างครอบบน

如:同、问、闹、周、凤、冈






(5).⿶(下三包围结构)
โครงสร้างครอบล่าง

如:击、凶、函、画、幽、豳






(6).⿷(左三包围结构)
โครงสร้างครอบข้างซ้าย

如:区、巨、匝、匣、臣、医





6.⿴(全包围结构)
โครงสร้างกรอบครอบ

如:囚、团、因、囹、圆、国






7.⿻(镶嵌结构)โครงสร้างประกอบ

如:坐、爽、夹、噩、巫、夷






ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของตัวอักษรภาษาจีน

ตอนที่ 2

การพัฒนาของอักษรจีนสามารถแบ่งได้เป็นช่วงเวลาคร่าวๆดังนี้

1.ช่วงเวลาอักษรจีนโบราณ

1.1 อักษรกระดองเต่า (甲骨文)
สมัยราชวงศ์ซาง ปี 1766  ถึงปี 1122 ก่อนคริสตศักราช

1.2 อักษรจินเหวิน (金文)
สมัยราชวงศ์โจว ปี 1122  ถึงปี 256 ก่อนคริสต์ศักราช

1.3 อักษรเสี่ยวจ้วน (小篆)
สมัยราชวงศ์ฉิน ปี  221 ถึงปี 206 ก่อนคริสต์ศักราช

2.ช่วงเวลาอักษรจีนปัจจุบัน

2.1 อักษรลี่ซู  (隶书)
สมัยราชวงศ์ฮั่น  220 ปีก่อนคริสต์ศักราช - ปัจจุบัน

2.2 อักษรบรรจง(楷书)
สมัยปลายราชวงศ์ฮั่น  206 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนถึงปัจจุบัน

2.3 อักษรหวัด(草书)
เป็นศิลปะการเขียนพู่กันแบบหวัดที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  คริสตศักราช 25 - ปัจจุบัน

2.4 อักษรบรรจงแกมหวัด(行书)
เป็นศิลปะการเขียนพู่กันแบบหวัด ที่เกิดขึ้นหลังสมัยเว่ย - จิ้น  คริสตศักราช 265 - ปัจจุบัน

3.ช่วงเวลาการย่อรูปของอักษรจีน(简体字)

          เป็นอักษรจีนที่ถูกรถขีดให้เหลือขีดน้อยลงในสมัยปฏิรูปตัวอักษรจีนเมื่อปี 1956  ถูกใช้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่และทั่วโลก 简体字 ซึ่งอักษรจีนที่ไม่ได้ถูกลดรูปจะถูกเรียกว่า 繁体字 ใช้ในไต้หวันและฮ่องกงเป็นหลัก

 

พัฒนาการของตัวอักษรในสมัยต่างๆ

1.อักษรกระดองเต่า / อักษรบนกระดูกสัตว์ (甲骨文)

          เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนันประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘กระดูกมังกร’ จึงนำมาใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมาเนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความสนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิจัย จึงพบว่ากระดูกมังกรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึกอักขระโบราณของยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล

          อักษรกระดองเต่าเป็นอักษรโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของจีนเท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน ส่วนมากมากอยู่ใน รูปของบันทึกการทำนายที่ใช้มีดแกะสลักหรือจารลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ ปรากฏ แพร่หลายในราชสำนักซางเมื่อ 1,300 – 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ลักษณะของตัวอักษรบางส่วน ยังคง มีลักษณะของความเป็นอักษรภาพอยู่ โครงสร้างตัวอักษรเป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกัน  ขนาดใหญ่บ้างสูงถึงนิ้วกว่า ขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บางครั้งในอักขระตัวเดียวกันยังมีวิธีการเขียนที่ แตกต่างกัน

          อักษรกระดองเต่า / อักษรบนกระดูกสัตว์ ยังมีการพัฒนาการในแต่ละช่วงเวลา โดยมี ลักษณะพิเศษ กล่าวคือ ยุคต้น ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ยุคกลาง มีขนาดเล็กและลายเส้นที่เรียบง่ายกว่า ความเป็นเอกภาพของแต่ละตัวอักษรยังไม่คงที่ บางครั้งตัวอักษรหลายตัวเขียนชิดติดกันจนดูคล้ายกับ เป็นตัวอักษรตัวเดียว หรือบางครั้งตัวอักษรเพียงหนึ่งตัวแต่เขียนห่างกันจนดูเหมือนเป็นตัวอักษร หลายตัว เมื่อถึงยุคปลายจะมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษร 金文 หรืออักษรโลหะ/สำริด ที่มีความเป็น ระเบียบมากขึ้น

 

2.อักษรจินเหวิน (金文)

          อักษรโลหะ(金文) เป็นอักษรที่ใช้ในสมัยซางต่อเนื่องถึงราชวงศ์โจว (1,100 – 771 ปีก่อนคริสตศักราช) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘จงติ่งเหวิน’(钟鼎文)หมายถึงอักษรที่หลอมลงบนภาชนะทองเหลืองหรือสำริด เนื่องจากตัวแทนภาชนะสำริดในยุคนั้นได้แก่ ‘ติ่ง’ 鼎

 

          ซึ่งเป็นภาชนะคล้ายกระถางมีสามขา ใช้แสดงสถานะทางสังคมของคนในสมัยนั้นและตัวแทนจากเครื่องดนตรีที่ทำจากโลหะ คือ 钟 ‘จง’ หรือระฆัง ดังนั้นอักษรที่สลักหรือหลอมลงบนเครื่องใช้โลหะดังกล่าวจึงเรียกว่า ‘จงติ่งเหวิน’ มีลักษณะพิเศษ คือ มีลายเส้นที่หนาหนัก ร่องลายเส้นราบเรียบที่ได้จากการหลอม ไม่ใช่การสลักลงบนเนื้อโลหะ อักษรโลหะในสมัยหลังรัชสมัยเฉิงหวังและคังหวังแห่งราชวงศ์โจว จะมีความสง่างาม สะท้อนภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็น

          เนื้อหาที่บันทึกด้วยอักษรโลหะ โดยมากเป็น คำสั่งการของชนชั้นผู้นำ พิธีการบูชาบรรพบุรุษ บันทึกการทำสงคราม เป็นต้น มีการบันทึกการค้นพบอักษรโลหะตั้งแต่รัชสมัยฮั่นอู่ตี้ในราชวงศ์ฮั่น (116 ปีก่อนคริสตศักราช) บนภาชนะ ‘ติ่ง’ 鼎 ที่ส่งเข้าวังหลวง ดังนั้น จึงมีการศึกษาและการทำอรรถาธิบายจากปัญญาชนในยุคต่อมา

 

3.อักษรเสี่ยวจ้วน (小篆)

          จากสมัยชุนชิวจั้นกว๋อจนถึงยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (770 – 202 ปีก่อนคริสตศักราช) โครงสร้างของตัวอักษรจีนโดยมากยังคงรักษารูปแบบเดิมจากราชวงศ์โจวตะวันตก ซึ่งนอกจากอักษรโลหะแล้ว ยังมีอักษรรูปแบบต่าง ๆที่เหมาะกับการบันทึกลงในวัสดุแต่ละชนิด เช่น อักษรที่ใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหว่างแว่นแคว้นที่สลักลงบนแผ่นหยกก็ เรียกว่า หนังสือพันธมิตร หากสลักลงบนไม้ก็เรียกสาส์นไม้ หากสลักลงบนหินก็เรียก ตัวหนังสือกลองหิน ฯลฯ นอกจากนี้ ก่อนการรวมประเทศจีนบรรดาเจ้านครรัฐหรือแว่นแคว้นต่างก็มีตัวอักษรที่ใช้แตก ต่างกันไป ซึ่งส่วนหนึ่งได้แก่อักษรจ้วนใหญ่หรือต้าจ้วน (大篆)ซึ่งเป็นต้นแบบของเสี่ยวจ้วนในเวลาต่อมา

          ภายหลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกันในปีค.ศ. 221 แล้ว ก็ทำการปฏิรูประบบตัวอักษรครั้งใหญ่ โดยการสร้างมาตรฐานรูปแบบตัวอักษรที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ กล่าวกันว่า ภายใต้การผลักดันของมหาเสนาบดีหลี่ซือ ได้มีการนำเอาตัวอักษรดั้งเดิมของรัฐฉิน(อักษรจ้วน)มาปรับให้เรียบง่ายขึ้น จากนั้นเผยแพร่ออกไปทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ยกเลิกอักษรที่มีลักษณะเฉพาะจากแว่นแคว้นอื่น ๆในยุคสมัยเดียวกัน อักษรที่ผ่านการปฏิรูปนี้ รวมเรียกว่า อักษรเสี่ยวจ้วนหรือจ้วนเล็ก (小篆)ถือเป็นอักษรที่ใช้ทั่วประเทศจีนเป็นครั้งแรก

 

4.อักษรลี่ซู  (隶书)

          ขณะที่ยุคสมัยฉินประกาศใช้อักษรจ้วนเล็กอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนั้นก็ปรากฏว่ามีการใช้อักษรลี่ซู(隶书)ควบคู่กันไป โดยมีการประยุกต์มาจากการเขียนอักษรจ้วนอย่างง่าย อักษรลี่ซูทำให้อักษรจีนก้าวเข้าสู่ขอบเขตของอักษรสัญลักษณ์อย่างเต็มรูปแบบ อาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนรูปจากอักษรโบราณที่ยังมีความเป็นอักษรภาพสู่ อักษรจีนที่ใช้ในปัจจุบัน  

          สำหรับที่มาของอักษรลี่ซูนั้น กล่าวกันว่าสมัยฉินมีทาสที่เรียกว่าเฉิงเหมี่ยวผู้หนึ่ง เนื่องจากกระทำความผิด จึงถูกสั่งจำคุก เฉิงเหมี่ยวที่อยู่ในคุกคุมขังจึงคิดปรับปรุงตัวอักษรจ้วนให้เขียนง่ายขึ้น จากโครงสร้างกลมเปลี่ยนเป็นสี่เหลี่ยมกลายเป็นอักษรรูปแบบใหม่ จิ๋นซีฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงโปรดอย่างมาก จึงทรงแต่งตั้งให้เฉิงเหมี่ยวทำหน้าที่อารักษ์ในวังหลวง ต่อมาตัวหนังสือชนิดนี้แพร่หลายออกไป จึงมีการเรียกชื่อตัวหนังสือชนิดนี้ว่า อักษรลี่ซูหรืออักษรทาส (คำว่า ‘ลี่’ ในภาษาจีนหมายถึง ทาส)

          แต่ในเชิงโบราณคดีนั้น พบว่าอักษรลี่ซูเป็นอักษรที่ใช้เขียนบนวัสดุที่ทำจากไม้หรือไม้ไผ่มาตั้งแต่ ยุคจั้นกว๋อจนถึงสมัยฉิน และมีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จวบถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นได้กลายเป็นอักษรที่ได้รับความนิยมสูงสุด

 

 

5.อักษรบรรจง(楷书)

          อักษรข่ายซู(楷书)หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอักษรจริง (真书)เป็นอักษรจีนรูปแบบมาตรฐานใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน (คำว่า ‘楷’ อ่านว่า ข่าย มีความหมายว่าแบบฉบับหรือตัวอย่าง) อักษรข่ายซูเป็นเส้นสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้น ภายใต้กรอบสี่เหลี่ยม หลุดพ้นจากรูปแบบอักษรภาพของตัวอักขระยุคโบราณอย่างสิ้นเชิง

          อักษรข่ายซูมีต้นกำเนิดในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ภายหลังราชวงศ์วุ่ยจิ้น(สามก๊ก) (คริสตศักราช 220 – 316) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากการก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นใหม่ของอักษรลี่ซู พัฒนาตามมาด้วย อักษรข่ายซู เฉ่าซู และสิงซู ก้าวพ้นจากข้อจำกัดของลายเส้นที่มาจากการแกะสลัก เมื่อถึงยุคถัง(คริสตศักราช 618 – 907) จึงก้าวสู่ยุคทองของอักษรข่ายซูอย่างแท้จริง จวบจนปัจจุบัน อักษรข่ายซูยังเป็นอักษรมาตรฐานของจีน

 

6.อักษรหวัด(草书)

          ตั้งแต่กำเนิดมีตัวอักษรจีนเป็นต้นมา อักษรแต่ละรูปแบบล้วนมีวิธีการเขียนแบบตัวหวัดทั้งสิ้น จวบจนถึงราชวงศ์ฮั่น อักษรหวัดจึงได้รับการเรียกขานว่า ‘อักษรเฉ่าซู’ (草书)อย่างเป็นทางการ (คำว่า ‘เฉ่า’ ในภาษาจีนหมายถึง อย่างลวก ๆหรืออย่างหยาบ) อักษรเฉ่าซู เกิดจากการนำเอาลายเส้นที่มีแต่เดิมมาย่นย่อเหลือเพียงขีดเส้นเดียว โดยฉีกออกจากรูปแบบอันจำเจของกรอบสี่เหลี่ยมในอักษรจีน หลุดพ้นจากข้อจำกัดของขั้นตอนวิธีการขีดเขียนอักษรในแบบมาตรฐานตัวคัดหรือ ข่ายซู ในขณะที่อักษรข่ายซูอาจประกอบขึ้นจากลายเส้นสิบกว่าสาย แต่อักษรเฉ่าซูเพียงใช้ 2 – 3 ขีดก็สามารถประกอบเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกันได้ การเขียนอักษรจีนแบบหวัดถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของนักปราชญ์ชาวจีนในสมัยโบราณ มีนักคิดนักเขียนหลายท่านที่เขียนอักษรจีนแบบหวัดสวยงามจนกลายมาเป็นแบบอย่างของการเขียนพู่กันแบบหวัดในปัจจุบัน การปล่อยให้เส้นและลายเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติโดยไม่ได้อยู่ในกรอบ ทำให้ผู้เขียนสามารถสะท้อนความรู้สึก ณ เวลานั้นออกมาผ่านตัวอักษรได้

          ความสำคัญของอักษรแบบหวัดคือการทำให้ตัวอักษรหลายๆตัวถูกลดจำนวนขีดลง และถือเป็นหนึ่งในพื้นฐานของการลดขีดของตัวอักษรในปัจจุบัน

 

7.อักษรบรรจงแกมหวัด(行书)

          อักษรสิงซู(行书)เป็นรูปแบบตัวอักษรที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอักษรข่ายซูและ อักษรเฉ่าซู เกิดจากการเขียนอักษรตัวบรรจงที่เขียนอย่างหวัดหรืออักษรตัวหวัดที่เขียน อย่างบรรจง อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวอักษรกึ่งตัวหวัดและกึ่งบรรจง อักษรสิงซูกำเนิดขึ้นในราวปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก รวบรวมเอาปมเด่นของอักษรข่ายซูและเฉ่าซูเข้าด้วยกัน คือการเขียนแบบบรรจงแต่ประวัติปลายพู่กันแบบอักษรหวัด

          ตัวอักษรจีนสามารถแบ่งออกเป็นอักขระที่ใช้ในสมัยโบราณกับอักษรที่ใช้ใน ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น อักษรลี่ซูซึ่งเป็นรูปแบบของอักขระโบราณ อันเป็นต้นแบบของการปฏิรูปลักษณะตัวอักษรจีนครั้งใหญ่ กลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างอักษรรุ่นเก่าและใหม่ ยุคสมัยที่ใช้อักษรลี่ซูและก่อนหน้านั้น ถือเป็นอักขระโบราณ ได้แก่ อักษรจารบนกระดูกสัตว์หรือเจี๋ยกู่เหวินจากสมัยซาง อักษรโลหะจากราชวงศ์โจวตะวันตก อักษรเสี่ยวจ้วนจากยุคสมัยจั้นกว๋อและสมัยฉิน หลังจากกำเนิดอักษรลี่ซูให้ถือเป็นอักษรในยุคปัจจุบัน อันได้แก่ อักษรลี่ซู อักษรข่ายซู สำหรับอักษรเฉ่าซูและสิงซู อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงพัฒนาการของรูปแบบตัวอักษร ไม่ใช่วิวัฒนาการของตัวอักษรจีนโดยรวม

 

 

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบอักษรจีน

 

 

          ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาของสังคมมนุษย์ เมื่อสังคมมนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น ภาษาและคำที่ใช้ในการสื่อสารกันจึงมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย ก่อนที่สังคมมนุษย์ยังไม่ได้สื่อสารกันผ่านตัวอักษรตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ระบบรูปแบบการสื่อสารที่ไม่ใช่การพูดมากมายหลายรูปแบบ แต่ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาตัวอักษรขึ้นมาแล้ว อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ตัวอักษรในแต่ละยุคสมัยมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง

 

1.เครื่องมือการเขียน

          อักษรลิ่มเป็นอักษรที่ใช้ในยุคแรกๆของโลกใบนี้ โดยวิธีการเขียนจะใช้เครื่องมือที่ทำจากหินขีดเป็นลิ่มลงบนดินให้ประกอบเป็นตัวอักษร  ชาวสุเมเรียน ก็ใช้ต้นอ้อหรือกระดูกสัตว์มาทำเป็นปากกา ในเกาหลีมีการใช้หมึกที่ทำมาจากโคลน ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารูปลักษณ์ของตัวอักษรจึงเปลี่ยนไปตามอุปกรณ์ที่ใช้เขียนนั่นเอง

          สัญลักษณ์โบราณและอักษรกระดองเต่าของชาวจีนโบราณถูกเขียนขึ้นมาจากการสลักลงบนกระดูกสัตว์และกระดองเต่าตามชื่อของมัน เนื่องจากพื้นที่การเขียนค่อนข้างแข็งและลื่น จึงต้องใช้เครื่องมือการสลักที่แข็งเช่นกัน เช่นหินหรืองาช้าง มีดซึ่งในการเขียนควบคุมทิศทางของลวดลายอักษรไม่ได้ง่ายนะ จึงทำให้สัญลักษณ์อักษรกระดองเต่าจะมีความเรียบง่ายของลวดลาย ต่อมาเมื่อมีการแกะสลักอักษรลงบนแผ่นไม้ทำให้ตัวอักษรจากสัญลักษณ์รูปภาพกลายเป็นตัวอักษรอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือทำให้ตัวอักษรต้องอยู่ในบรรทัดและมีความจำกัดที่ตั้งอยู่ในบล็อก

          ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์การเขียนเป็นพู่กัน ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการเขียนตัวอักษรจีน พู่กันในสมัยแรกเริ่มทำมาจากขนของหนู ด้ามทำมาจากไม้ไผ่ น้ำหมึกทำมาจากขี้เถ้า น้ำมันและกาว ปลายพู่กันมีความสปริง ทำให้ตัวอักษรถูกเขียนออกมาได้อย่างตามใจผู้เขียน ความหนักเบาของลายเส้นเกาะสะท้อนความคิดและความรู้สึกของผู้เขียนได้อย่างชัดเจน

          เมื่อโลกรู้จักกับอุปกรณ์การเขียนที่เรียกว่าปากกา ตัวอักษรจีนก็ถูกพัฒนารูปแบบการเขียนปากกาชนิดต่าง ๆ เช่นกันซึ่งปกติแล้วจะเขียนด้วยอักษรแบบตัวบรรจงหรือว่าข่ายซู

2.วัสดุที่ใช้เขียน

          นอกจากเครื่องมือการเขียนที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบของตัวอักษรแล้ววัสดุที่ใช้เขียนก็ทำให้รูปแบบของตัวอักษรแตกต่างกัน ในสมัยโบราณวัสดุที่ใช้เขียนเช่น กระดูกสัตว์ กระดองเต่า เขาควาย สัมฤทธิ์ หิน ไม้ไผ่ แผ่นไม้ เป็นต้น ต่อมามีการเลือกใช้วัสดุที่อ่อนนุ่มมาเขียน เช่น หนังสัตว์ ผ้า และพัฒนาจนเกิดกระดาษขึ้น ซึ่งวัสดุที่ใช้เขียนเหล่านี้ทำให้อักษรจีนเกิดรูปแบบการเขียนต่างๆมากมาย

          อักษรกระดองเต่าตามชื่อของมันก็คือใช้กระดูกสัตว์หรือกระดองเต่าในการเขียน ใช้เครื่องมือการเขียนที่แข็งและแหลมคม ซึ่งเป็นพื้นฐานของรูปแบบของอักษรจีนที่ต้องเขียนให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ขีดของอักษรไม่เท่ากัน ขนาดของอักษรก็ไม่เท่ากัน มักใช้เส้นตรงเป็นหลัก เส้นโค้งพอมีให้เห็นบ้าง แต่วงกลมที่กรมแบบเป๊ะๆอย่างน้อยมาก

          อักษรโลหะถูกสลักขึ้นบนวัตถุที่เป็นโลหะ เนื่องจากการสลักไว้บนโลหะจึงทำให้ถูกเรียกว่า 钟鼎文 ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าอักษรจินเหวิน คำว่าจิน 金 ในอดีตหมายถึงโลหะหลากหลายประเภท  การเขียนอักษรบนโลหะทำขึ้นโดยการสลักอักษรบนแม่พิมพ์ จากนั้นดึงขึ้นรูป จึงทำให้ตัวอักษรเขียนง่าย ลักษณะเด่นของตัวอักษรโลหะก็คือ เส้นโค้งเยอะ ลายเส้นมีความเป็นธรรมชาติ และเส้นต่างๆค่อนข้างสมบูรณ์ และตัวอักษร 1 ตัวมีวิธีการเขียนหลากหลายจึงทำให้ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ตัวอักษรหนอนนก 鸟虫体

          อักษรจ้วนทั้งเล็กและใหญ่ รายชื่อค่อนข้าง เรียวยาว มีลักษณะของบล็อกที่ชัดเจนที่สุด กำเนิดของ อักษรจีนบล็อก 方块形 อย่างแท้จริง อักษรจ้วนประกอบด้วยลายเส้นที่โค้ง สวยงาม

          อักษรลี่ซู ถูกพัฒนาขึ้นมาจากอักษรจ้วนใหญ่ เป็นอักษรที่ก้าวข้ามจากรูปภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์อักษรที่สมบูรณ์ เส้นประกอบเป็นจุด ขีดขวาง ขีดตั้ง เบี่ยงซ้ายและเบี่ยงขวา  วก อย่างชัดเจน มีโครงสร้างและมุมที่ตายตัวแล้ว แต่ลายเส้นก็ยังมีความอ่อนนุ่ม โค้งมน สุขุม ซึ่งทางนี้ล้วนมาจากเงื่อนไขของการเขียนที่อยู่บนแผ่นไม้ไผ่

          อักษรแบบหวัด เป็นอักษรที่ประกอบด้วยขีดไม่มากนัก ซึ่งมักเขียนไว้บนกระดาษ ผ้าไหม พื้นที่สัมผัสค่อนข้างลื่น เรียบ จึงทำให้เส้นที่ถูกเขียนลงไปนั้นมีความอ่อนช้อย พริ้วไหวราวกับสายลม อักษรหลายๆตัวที่ถูกเขียนแบบหวัดกลายมาเป็นพื้นฐานของตัวอักษรย่อในปัจจุบัน เช่น 東 เขียนเป็น 东   為 เขียนเป็น 为 長 เขียนเป็น 长 書 เขียนเป็น 书 เป็นต้น

3.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

          แม่พิมพ์อักษรจีนเป็นการพิมพ์ตัวอักษรลงบนกระดาษ อักษรในการพิมพ์มีความหลากหลายไปตามแต่ผู้พิมพ์ต้องการให้เป็น ตัวอักษรแม่พิมพ์ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า 宋体字 ได้รับความนิยมมากที่สุด ลายเส้นมีความหนา บางอย่างลงตัว อยู่ในกรอบและมุมที่เป็นสี่เหลี่ยม ใช้เส้นตรงเป็นหลัก อ่านง่าย  แม้กระทั่งในคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน หนังสือพิมพ์ ก็ยังนิยมใช้ 宋体字 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการจัดกระบวนการเขียนจากลายพู่กันให้เป็นเส้นตรง

 

4.อิทธิพลของคอมพิวเตอร์

          ตั้งแต่ที่มีการกำเนิดของคอมพิวเตอร์เป็นต้นมา รูปแบบการเขียนอักษรจีนถูกพัฒนาขึ้นจนนับไม่ถ้วน คร่าวๆ ประมาณหลักหมื่นจนถึงหลักแสนรูปแบบ แต่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่เพียงประมาณ 3000 รูปแบบ ซึ่งการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ทำให้การออกแบบรูปแบบของตัวอักษรจีนไร้ขีดจำกัด เราสามารถสร้างตัวอักษรแบบไหนขึ้นมาก็ได้

 

1.ปัจจัยและอิทธิพลที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและสำเนียงการพูด

          ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่ภาษาถูกใช้งานโดยคนกลุ่มต่างๆในสังคม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในภาษา นับตั้งแต่บรรพบุรุษของมนุษย์เราเริ่มรู้จักการเปล่งเสียงออกมาเพื่อแสดงความรู้สึก ตกลงกันว่าเสียงนั้นๆใช้แทนความหมายหรือการกระทำต่างๆ  เมื่อมองย้อนไปแล้ว การวิวัฒนาการทางภาษานั้นถูกพัฒนาพร้อมๆกับการวิวัฒนาการของมนุษย์ จากฝูงสัตว์ที่มีวิวัฒนาการที่รุดหน้ากว่ากลุ่มสัตว์ประเภทอื่น ยังผลให้สมองเริ่มมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม จากการที่เป็นสัตว์สังคมอยู่แล้ว เมื่อสมองในส่วนของความรับรู้ผิดชอบชั่วดีถูกพัฒนาขึ้น ทำให้มนุษย์มีความคิดความอ่านมากขึ้น และสุด้ทายจึงเริ่มรู้จักเปล่งเสียงเพื่อส่งภาษาให้กันและกัน ซึ่งกลายมาเป็นภาษาพูดอย่างที่เราใช้กันในปัจจุบัน

          ในสังคมหนึ่ง ๆ ก็จะมีการตกลงร่วมกันว่าเสียงที่เปล่างออกมานี้แทนความหมายว่าอย่างไร เช่น เมื่อเราออกเสียงมาว่า “แม่” คนในสังคมไทยก็จะรู้ทันที่ว่าเสียงนั้นหมายถึงผู้หญิงซึ่งเป็นให้กำเนินเรา ดังนั้นเมื่อสังคมเริ่มมีการพัฒนามาขึ้นเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงทางภาษาย่อมตามมาอย่างแน่นนอน และบริบทต่างๆของการใช้ภาษาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน

          เมื่อเกิดเป็นระบบภาษาขึ้นในสังคมแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อผ่านไป “เสียงและวิธีการเรียบเรียงเสียงและสื่อความหมาย” ที่คนในสังคมตกลงกันไว้นั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางภาษานี้เกิดขึ้นในหลากหลายมิติ เช่น วรรณยุกต์หรือสำเนียง คำศัพท์ ไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์ รวมไปถึงการตีความของความหมายนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน

          ทีนี้เรามาดูกันว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลง

1. ภูมิศาสตร์    

          ก่อนอื่นขอให้ทุกคนลองจินตนาการของคนกลุ่มหนึ่งๆซึ่งใช้ภาษาเดียวกัน แล้วหลังจากนั้น แบ่งเป็นกลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2  ยกกลุ่ม 2 ไปไว้อีกฝั่งของแม่น้ำหรือบนเกาะเกาะหนึ่ง โดยไม่ให้ทั้ง 2 กลุ่มเกิดการสื่อสารหรือไปมาหาสู่กันเลย เมื่อผ่านไป 50 เราอาจจะพบว่าทั้ง 2 กลุ่มมีสำเนียงและวิธีการสื่อสารที่แตกต่างๆไปจากเดิม ซึ่งทั้งนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะสังคมมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมแต่ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไป  นอกจากแม่น้ำ เกาะแล้วก็ยังมีภูมิประเทศแบบอื่นที่เป็นอุปสรรค์ต่อการไปมาหาสู่กันอีกคือ ภูเขา ป่าลึก หน้าผา ทะเลทราย ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่แยกคนในสังคมออกเป็นสองกลุ่ม เป็นต้น

chna-mmap-md

          ในอดีตเราจะพบว่าปัจจัยด้านภูมิศาสตร์นี้มีบทบาทอย่างมาก เพราะว่าวิทยาการด้านการสื่อสารยังไม่เจริญมากนัก การมีอุปสรรค์มาขวางกันไว้ จึงทำภาษาเกิดการพัฒนาออกไปเป็น 2 ทิศทาง   แต่ในภาพรวมก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของภาษานั้นๆไว้ เช่น ตระกูลที่เป็นภาษาคำโดดก็ยังจะดำรงอยู่ด้วยภาษาคำโดดของตนต่อไป นอกเสียจากมีปัจจัยอื่นๆที่เข้ามาทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เช่นผลกระทบจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ศาสนา เป็นต้น

terracotta-warriors-000020983794_small_0

2.การอพยพย้ายถิ่นเข้ามาของคนต่างเผ่า

          การเข้ามาของคนกลุ่มอื่นๆซึ่งใช้ภาษาที่แตกต่างจากกลุ่มเดิม  การเข้ามาของคนต่างกลุ่ม เมื่อเข้ามาแล้ว แน่นอนก็ต้องมีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม นานวันเข้าภาษาทั้ง 2 กลุ่มอาจได้รับอิทธิพลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการเข้ามาของชาวจีนแต้จิ๋ว ณ บ้านบางกอก   แต่เดิมบ้านบางกอกเป็นชุมชนของพ่อค้าวาณิชที่ทำการค้าแลกเปลี่ยนกับกลุ่มพ่อค้าชาวจีน แต่เมื่อพ่อค้าเหล่านั้นเข้ามาปักหลัก ณ บ้านบางกอก ก็นำภาษาจีนแต้จิ๋วที่ตัวเองพูดนั้นเข้ามาด้วย และตามมาด้วยการหัดพูดภาษาไทย ซึ่งภาษาไทยสมัยนั้นเป็นสำเนียงหลวงของอยุธยา แต่ชาวจีนแต้จิ๋วก็ได้นำวรรณยุกต์ของตนที่มีหลายเสียงมากกว่าภาษาไทยขณะนั้นมาพูดปนกับภาษาไทย  คือ      อิมเพ้ง (陰平)  อิมเจี่ยน (陰上)   อิมขื่อ (陰去)   อิมยิบ (陰入)  เอี๊ยงเพ้ง (陽平)   เอี๊ยงเจี่ยน (陽上)  เอี๊ยงขื่อ  (陽去)  เอี๊ยงยิบ (陽入)  แต่เมื่อนำมาพูดในภาษาไทยพบว่าเสียง อิมเพี้ยงและเอี๋ยงขื่อ รวมเป็นเสียงสามัญเสียงเดียว ส่วนเสียงอิมยิบและเอี๊ยงยิบถูกตัดไปเพราะซ้ำกับเสียงอื่น แตกต่างคือเสียงพยางค์ท้ายเป็นเสียงปิดคือ แม่กก กด และกบ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าเสียงของเจ๊กที่พูดไทยเหล่านี้เหลือเพียง 5 เสียงเท่านั้น คือ ราบกลาง˧˧    สูงตก˥˨    ต่ำยก˨˩˧  สูงราบ˥˥    และสูงยก ˧˥     ซึ่งก็ไม่ต้องส่งสัย เพราะว่าได้กลายมาเป็นสำเนียงมาตรฐานของชาวไทยเราเรียบร้อยแล้ว   เมื่อภายหลังบ้านบางกอกถูกยกฐานะให้เป็นราชธานีในสมัยปัจจุบันก็มีผู้คนจำนวนมากใช้สำเนียงนี้ และสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้เพิ่มรูปวรรณยุกต์ให้แก่คำเหล่านั้น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://goo.gl/9Dn6ml ) กลายมาเป็นวรรณยุกต์ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา โดยสมบูรณ์

1398175179-17-o
http://f.ptcdn.info/093/018/000/1398175179-17-o.jpg

          นอกจากชาวจีนที่เข้ามาและมีบทบาทต่อภาษาและการสื่อสารของกรุงเทพฯสมัยนั้นแล้ว กลุ่มชาติพันธ์ที่ใช้ภาษาอื่นๆที่ถูกเทครัวเข้ามายังเมืองหลวงก็มีบทบาทอยู่ไม่น้อยเช่นกัน  เช่น ชาวล้านช้าง ล้านนา เขมร ชาวไทดำ ฯ  รวมไปถึงการเข้ามาของชาวต่างชาติกลุ่มอื่นๆในสมัยต่างๆ ก็เข้ามาพลิกโฉมให้ภาษาไทยเป็นดังเช่นในปัจจุบัน

3.การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าขายระหว่างกลุ่มภาษา

          เมื่อสังคมโลกถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มต่างๆทางวัฒนธรรมจึงเริ่มมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น มีการผสมพันธ์ข้ามกลุ่ม ดังนั้นบริเวณริมของชายแดนทั้งสองกลุ่มจึงเริ่มปรากฏเป็นสังคม 2 วัฒนธรรมมากขึ้น    เมื่อทั้ง 2 กลุ่มมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรม สิ่งแรกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือคำศัพท์   เมื่อสังคมหนึ่งได้รับการถ่ายทอดวิทยาการมา ต้องมีการบัญญัติใหม่ขึ้น  ด้วยเหตนี้จึงทำให้เกิดคำยืมมากมาย รวมถึงการใช้ไวยากรณ์แบบภาษาอื่นด้วยเช่นกัน

4.การเมืองการปกครอง

          ในด้านการเมืองการปกครองถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากเช่นกัน การที่ผู้ปกครองเป็นคนจากกลุ่มอื่นนั้นทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปรากฏการณ์เช่นนี้พบในภาษาจีนแมนดารินซึ่งเป็นสำเนียงมาตรฐานของจีนในปัจจุบัน  ภาษาจีนก่อนที่กลุ่มแมนจูจะเข้ามาและตั้งราชวงศ์ชิงนั้น มีลักษณะที่คล้ายกับภาษาจีนทางใต้ คือ กลุ่มภาษาจีนยุค  中古( กวางตุ้ง หมิ่นหนาน อู๋ )  แต่ต่างกันตรงที่ภาษาจีนฝ่ายเหนือในสมัยหมิงเริ่มมีเสียงม้วนลิ้นแล้ว และเสียงพยางค์ท้าย กก กด กบ เริ่มหายไป

e6b885_e4bd9ae5908d_e3808ae6b885e5a4aae7a596e5a4a9e591bde79a87e5b89de69c9de69c8de5838fe3808b

          ต่อมาเมื่อชาวแมนจูซึ่งแต่เดิมตั้งอาณาจักรชื่อว่า อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และเมื่อเข้ามาตีเมืองต้าตูได้ 努尔哈赤 จึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนจีนทั้งหมด โดยระยะเริ่มได้กำหนดว่าบริเวณรอบเมืองเยี่ยนจิง 10 ลี้ให้ใช้ภาษาแมนจูเป็นภาษาราชการและนอกเมืองไปอีก 10 ลี้ให้ใช้ภาษาฮั่น   

          ต่อมาเมื่อกลุ่มผู้นำเริ่มใช้ภาษาของชาวจีนจึงทำให้เกิดสำเนียงใหม่ขึ้นซึ่งก็คือภาษาจีนสำเนียงแมนจู ผ่านมาหลายร้อยปี เมื่อมีผู้ใช้สำเนียงนี้เพิ่มมากขึ้นจึงก่อให้เกิดเป็นสำเนียงที่ถูกเรียกว่า “เป่ยจิงฮว่า” ในปัจจุบัน โดยสำเนียงแถบตงเป่ยและพื้นที่ใกล้เคียงทั้งหมดถูกพัฒนาให้เป็นภาษาที่ม้วนลิ้นมากทั้งยังมีคำศัพท์ที่ยืมมาจากกลุ่มเซียนเปยด้วย  สำเนียงกวานฮว่าหรือจีนกลางในปัจจุบัน ในภาษาอังกฤษถูกเรียกว่า แมนดาริน มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากการชาวตะวันตกทับศัพท์มาจากคำว่า 满大人 ซึ่งก็คือภาษาที่ขุนนางชาวจีนใช้  แต่อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่าคำว่า แมนดาริน ถูกใช้มานานแล้ว สามารถสืบย้อนขึ้นไปต้องแต่สมัยหมิง

 

          คุณ ธ.วัชชัย  ดุลยสุจริต ได้เขียนไว้ในเพจส่วนตัวว่า  มาจากคำในภาษาสันสกฤต คำว่า มนตรี นี้ รูปเดิมคือ มนฺตฺรินฺ (मन्त्रिन्) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ผู้รู้มนตร์ และต่อมาหมายถึงผู้ฉลาด อำมาตย์ในราชสำนัก     ฝรั่งนำคำว่า แมนดาริน ไปใช้ในความหมายว่า ขุนนางนักวิชาการ ผู้ชำนาญด้านตำราความรู้ต่างๆ ต่อมาฝรั่งนำมาใช้หมายถึงข้าราชการของจีน และใช้เรียกภาษาจีนมาตรฐานฝ่ายเหนือ เพราะเป็นภาษาที่ใช้ในหมู่ข้าราชการราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง คาดว่าคงจะใช้แปลศัพท์ กวานฮั่ว (官話) ที่แปลว่า ภาษาของขุนนาง

          หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สถาปนาจีนใหม่ ก็ได้ตกลังกันว่าให้สร้างภาษาจีนที่เป็นมาตรฐานขึ้น โดยให้ใช้เป็นภาษาราชการ  โดยสำเนียงหลักๆอ้างอิงมาจากสำเนียงปักกิ่ง โดยตัดเอาเสียงม้วนลิ้นออกไปเกือบหมด เหลือเพียงคำศัพท์ที่นิยมมี 儿化 ไว้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น  ส่วนคำศัพท์ก็เรียบเรียงขึ้นโดยภาษาแมนดารินที่ถูกใช้โดยกลุ่มต่างๆ ดังนั้นชุดคำศัพท์ของภาษาปักกิ่งและภาษาจีนกลางจึงมีคำศัพท์คนละชุดกัน

w020130905466831101451

          หลังจากที่ภาษาจีนมาตรฐานถูกใช้อย่างแพร่หลาย เยาวชนรุ่นใหม่ของจีนล้วนพูดผู้ทงฮว่าเป็นทุกคน จนก่อให้เกิดปรกกฏการณ์กลืนภาษาถิ่นขึ้น สำเนียงถิ่นหลายสำเนียงของจีนทั้งในตระกูลภาษาจีนเองเช่น กวางตุ้ง หมิ่นหนาน อู๋ เองก็ถูกคลื่นแมนดารินภาโถมเข้าอย่างเต็มเปา  รวมถึงภาษาของชนกลุ่มน้อยก็ถูกภาษาจีนครอบงำไปแล้วเยอะมาก เช่นภาษาของชาวจ้วง ชาวสิบสองปันนาที่เราจะพูดถึงในบทถัดไป จนตอนหลังหลายๆหน่วยงานจึงต้องออกโรงมาสังคายนาสำเนียงเหล่านี้ไว้ มิฉะนั้นแล้วจะต้องถูกกลืนหายไปอย่างแน่นอน  ชุดคำศัพท์ปักกิ่งที่พูดถึงไปข้างต้น ปัจจุบันมีคนพูดน้อยลงขึ้นทุกวัน  เพราะทุกคนรวมถึงพ่อแม่รุ่นใหม่ก็ส่งเสริมให้ลูกของตัวเองพูดเพียงจีนกลางเท่านั้น "ฉิ่งซัวผู่ทงฮว่า พลีสสสสส เปียวจุ่นผู่ทงฮว่าออ"

9531992012155757_3
กรุณาพูดภาษาจีนกลางเมื่อเข้ามาในเขตโรงเรียน