รูปแบบการสร้างอักษรจีนต่างๆ 汉字造字法

ตัวอักษรจีนนั้นแตกต่างกับตัวอักษรไทยและตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยไม่ใช่เพียงรูปร่างหน้าตา แต่รวมถึงระบบของตัวอักษร   ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างตัวอักษรจีนที่เป็นระบบการเขียนด้วยคำ (logographic writing system) กับตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษซึ่งเป็นระบบการเขียนด้วยอักษร (alphabetic writing system) นั้นก็คือธรรมชาติของตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มุ่งสื่อสาร  “ ความหมาย ”  ผ่านรูปตัวอักษร หาใช่ตัวอักษรที่เน้นสื่อสาร  “ เสียง ”  อย่างที่ระบบตัวเขียนในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเป็น  ธรรมชาติดั้งเดิมของตัวอักษรโครงสร้างสี่เหลี่ยมจตุรัส (方块字, Fāngkuàizì) อย่างตัว อักษรจีนนั้น หนึ่งตัวอักษรคือหนึ่งพยางค์  หนึ่งพยางค์คือหนึ่งคำ และตัวอักษรจีนทุกตัว ล้วนเกิดขึ้นจากเส้นขีด (笔画, Bǐhuà)  หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ 1 เส้นขึ้นไปมาสัมพันธ์ ประกอบกันในหลากหลายลักษณะ ทั้ง  “ เว้นห่าง, เชื่อมต่อ, ซ้อนทับ ”

อาจน้อยที่สุดเพียง 1 เส้น เช่น ตัวอักษร 一 (Yī) หรือมากมายถึง 36 เส้น และ51 เส้น เช่น ตัวอักษร 齉 (Nàng)และ龘 (Dá)

ด้วยระบบตัวอักษรในภาษาไทยและภาษาจีนที่แตกต่างกันเป็นทุนเดิม ประกอบกับเส้นขีดจำนวนมากในตัวอักษรจีนที่ดูยุ่งเหยิงซับซ้อนจนกลายเป็นความเชื่อของผู้ไม่เคยสัมผัสถ่องแท้ว่าตัวอักษรจีนไร้ระบบกฎเกณฑ์แห่งการเขียนไปโดยปริยาย แท้ที่จริงแล้วภายใต้เส้นขีดที่ดูเหมือนยุ่งเหยิงและซับซ้อนเหล่านี้มีที่มาอย่างเป็นระบบแบบแผนมีกลวิธีการคิดประดิษฐ์ที่น่าทึ่ง ไม่เพียงแต่สะท้อนความเพียรพยายามในการดิ้นรนสร้างหนทางแห่งการสื่อสารระหว่างกันในอดีตของชนชาติจีน ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่องสะท้อนถึงภูมิปัญญา พลังจินตนาการระบบความคิด และความสร้างสรรค์ตลอดช่วงระยะเวลา 3,000 กว่าปีของชนชาติจีนได้เป็นอย่างดีอักษรจีน กระบวนการสื่อสารและผสานความหมายผ่านอักษรเลียนธรรมชาติ

ภาษาจีนมีภาษาพูดและภาษาเขียนที่เป็นระบบแบบแผนชัดเจน มีระบบเสียงตัวอักษร คำประโยค หลักภาษาที่ล้วนแต่มีกฎเกณฑ์แน่ชัด ในแง่ของระบบเขียนตัวอักษรจีน จีนเป็นชนชาติที่มีทฤษฎีและหลักในการประดิษฐ์และวิเคราะห์ตัวอักษรของตนมาตั้งแต่ครั้งอดีตกว่า 3,000 ปี ที่ตัวอักษรจีนทำหน้าที่สะท้อนชีวิต บันทึกค่านิยมีความคิดความเชื่อบันทึกประวัติศาสตร์ความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนปรับรู้ปลักษณะการเขียนรวมทั้งกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ที่สำคัญเป็นแบบแผนชัดเจน

ทฤษฎี 六书 (Liù shū)

ทฤษฎีการประดิษฐ์อักษรจีนโบราณ ได้จำแนกหมวดหมู่ของตัวอักษรจีนตามลักษณะการสร้างตัวอักษรไว้อย่างละเอียด โดยยกกลวิธีประดิษฐ์ตัวอักษรจีนไว้ 6 ประเภท ประกอบด้วย

象形 (Xiàngxíng) ลอกเลียนรูป

指事 (Zhǐshì) บ่งชี้ความ

会意 (Huìyì) ผสานความ

形声 (Xíngshēng) รูปเสียงประสาน

假借 (Jiǎjiè)

转注(Zhuǎnzhù)

 

หากแต่หลักที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์ตัวอักษรใหม่นั้นมีเพียง 4 ประเภทแรกเท่านั้น (邵敬敏, 2007 : 72) เกิดเป็นตัว อักษรที่มีกลวิธีการประดิษฐ์ที่แตกต่าง โดยสามารถเรียกชื่อตัวอักษรแต่ละประเภทตาม

กลวิธีที่ประดิษฐ์ได้ดังต่อไปนี้ คือ象形字 (Xiàngxíng zì) ตัวอักษรลอกเลียนรูป, 指事字 (Zhǐshì zì) ตัวอักษรบ่งชี้ความ, 会意字(Huìyì zì) ตัวอักษรผสานความ, 形声字 (Xíngshēng zì) ตัวอักษรรูปเสียงประสาน

1.象形字(Xiàngxíng zì) ตัวอักษรลอกเลียนรูป หากแปลความจำกตัวอักษร 象(Xiàng) หมายถึง เหมือน ประหนึ่ง 形(Xíng) คือรูปร่าง เค้าโครง 象形(Xiàngxíng) จึงหมายถึงการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนโดยลอกดึงเอาลักษณะเด่นที่เป็นรูปธรรมชัดเจนของสรรพสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตาสัมผัสมองเห็นได้ออกมาเป็นรูปเสมือนจริง ดังนั้น จุดเด่นของตัวอักษรแบบ 象形(Xiàngxíng) นี้ นอกจากรูปลักษณะที่คล้ายภาพวาด มีความเสมือนจริงและเป็นรูปธรรมสูงแล้ว มักจะมีลักษณะเด่นภายนอกทางด้านโครงสร้างรูปร่างบางประการที่สามารถโยงให้ผู้รับสารสามารถ “ มองออก ” ว่าตัวอักษรนั้นสื่อถึงสิ่งใด แน่นอนที่สุดว่า ตัวอักษร 象形字 (Xiàngxíng zì) นี้

เป็นตัวอักษรในยุคแรกเริ่มบุกเบิกการประดิษฐ์ตัวอักษรของจีน เป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนในลักษณะอื่น ๆ ในยุคต่อมาภายหลัง นับว่า ตัวอักษร象形字(Xiàngxíng zì)เป็นประตูที่เปิดเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของจีนอย่างแท้จริง ตัวอักษรที่ใช้วิธีประดิษฐ์แบบ 象形(Xiàngxíng) นี้ โดยมากมักมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับร่างกายมนุษย์  สัตว์  และสรรพสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ (王秀荣, 2013 : 59) หรือหยิบยก

จากสิ่งที่สัมผัสมองเห็นได้ง่าย มีความเป็นรูปธรรมสูง ดังตัวอย่างในตาราง ต่อไปนี้

ทั้งนี้ การสร้าง  “ รูปเสมือน ”  ให้ปรากฏชัดในตัวอักษรนั้น สะท้อนระบบความคิด ความเข้าใจ และมุมมองที่มีต่อสรรพสิ่งต่าง ๆ ของคนในยุคโบราณกาลได้อย่างเด่นชัดดังที่严文明 (2006 : 325) ได้กล่าวว่า การเฟ้นหา คัดสรรภาพจำ และเลือกหยิบจุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่ตาเห็นแล้วมุ่งสื่อสารถ่ายทอดสารนั้นออกมาเป็นตัวอักษรที่เสมือนภาพไปสู่ผู้รับสารให้เข้าใจอย่างถ้วนทั่วตรงกันนั้น เป็นเสมือนกระบวนการขัดเกลาวัตถุดิบระหว่างผู้คนในสังคมที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงและพื้นฐานในชีวิต

กลั่นกรองและผนวกเข้ากับจินตนาการของผู้ประดิษฐ์ตัวอักษร ด้วยเหตุนี้จึงพบตัวอักษรตัวเดียวกันแต่มีหลากหลายรูปแบบไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ส่งสารแต่ละคนจะพิจารณาเค้นกลั่น  “ วัตถุดิบ ”  นั้นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ความเป็นมาตรฐานที่สามารถยึดเป็นรูปแบบเดียวกันได้ของตัวอักษรประเภทนี้จึงน้อย เช่น ตัวอักษร 鹿 ((Lù) ที่แปลว่า กวาง จากหลักฐานที่ขุดพบ พบว่ามีลักษณะการเขียนหลายรูปแบบ ดังนี้   หรือตัวอักษร

鸟 (Niǎo) ที่หมายถึง นก หรือ鱼 (Yú) ที่หมายถึง ปลา ก็มีลักษณะการหยิบยกและนำเสนอที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ คือและหากสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปแบบมุมมองการนำเสนอตัวอักษร 象形字 แต่ละตัวมีจุดเน้นและ

วิธีการนำเสนอที่หลากหลายแตกต่าง ทั้งนำเสนอรูปทรงโครงสร้างเต็มตัวทั้งหมด นำเสนอเฉพาะส่วนสำคัญเฉพาะจุด หรือนำเสนอแบบเชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้าหาจุดเน้นและในขณะเดียวกันก็มีมุมมองหรือทิศทางในการมองที่แตกต่างกันด้วย เช่น มุมหน้าตรงมุมข้าง มุมบน มุมล่าง มุมตัดขวาง   เป็นต้น (王秀荣, 2013 : 60 - 61) เช่น

 

ถึงแม้ตัวอักษร 象形字 (Xiàngxíng zì) จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการกำเนิดตัวอักษรจีนที่ทรงพลังเพียงใด แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สมบูรณ์ได้《说文解字》คัมภีร์ตัวอักษรจีนโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก(东汉,Dōnghàn) ระบุว่า ตัวอักษรจีนที่สร้างด้วยกลวิธี 象形 (Xiàngxíng) นั้นมีอยู่เพียง 364 ตัวจาก 9,353 ตัวที่นำมาจำแนกประเภท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 เท่านั้น (马景仑, 2002 :

23 ; 严文明, 2006 : 327) ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น้อยเป็นอันดับ 2 ในบรรดาวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนทั้ง 4 ประเภท สาเหตุอยู่ที่จุดเด่น เหตุเพราะ 象形字 (Xiàngxíng zì)คืออักษรเลียนธรรมชาติ โดดเด่นในการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นรูปธรรม รูปร่าง โครงสร้างที่มองเห็นผ่านสายตา โดยึดงจุดเด่นออกมาประดิษฐ์เป็นตัวอักษรที่เหมือนภาพวาด แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่สิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นผ่านตาหรืออาศัยการสำรวจด้วยประสบการณ์ตรงจนสามารถบรรยายถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้นนมีจำนวนจำกัด ที่มีอยู่มากนั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสัจบต้องหรือมองเห็นได้ด้วยสายตาโดยตรง สิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นยากที่จะบรรยายถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดเล็ก ๆ และหากแม้จะสามารถรังสีรรค์ให้กลายเป็นตัวอักษรภาพหนึ่งตัวได้ ก็คงประกอบด้วยเส้นขีดที่มากและซับซ้อน ไม่สะดวกในการสร้างและใช้งานเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน สังคมพัฒนาตามความรู้วดเร็วและความสะดวกในการสื่อสารเป็นสิ่งที่มนุษย์ปรารถนำ ตัวอักษรแบบ 象形字 (Xiàngxíng zì) ที่แต่เดิมประกอบด้วยเส้นขีดที่มากและซับซ้อนเนื่องด้วยเหตุปัจจัยในการสร้างที่ต้องการถ่ายทอด  “ ความเหมือน ” จากต้นแบบให้“ มองออก ”ง่ายที่สุด จึงถูกปรับลดตัดทอนจำนวนเส้นวาดที่มากมาย

และซับซ้อนนั้นให้ลดน้อยเพื่อง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และนั่นจึงนำไปสู่การสูญเสียความเป็น  “ รูปภาพ ”  ที่ถ่ายทอดความเสมือนจริงของบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ อันเป็นจุดเด่นสำคัญในตัวอักษรแบบ 象形字(Xiàngxíng zì) ไป (张静贤. 2004 ; 19 ; 邵敬敏"2007 : 72) ในท้ายที่สุดความหมายที่ถ่ายทอดูและผูกติดกับตัวอักษรที่ลอกเลียนแบบความเสมือนจริงจึงกลายเป็นรูปสัญลักษณ์ที่ยากจะตีความความหมายจากรูปตัวอักษรได้อีกต่อไป

  1. 指事字(Zhǐshì zì) ตัวอักษรบ่งชี้ความ เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่าน การประดิษฐ์ตัวอักษรจีนก็มีการเปลี่ยนปรับและพัฒนาขึ้นตามลำดับเช่นกัน บนพื้นฐานของการถ่ายทอดข้อมูลผ่านตัวอักษรแบบลอกเลียนรูป

象形字 (Xiàngxíng zì) มนุษย์เริ่มเรียนรู้ว่าสิ่งที่สามารถลอกเลียนและถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่แสดงความเป็นรูปธรรมชัดเจนได้นั้นมีจำนวนน้อยกว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อสาร มนุษย์เริ่มเรียนรู้เมื่อพบทางตันว่าหลายสิ่งไม่อาจ  “ วาด ”  ออกมาเป็นรูปภาพหรือหากทำได้  “ ตัวอักษร ”  ของพวกเขาก็จะมีความซับซ้อนหรือประกอบด้วยเส้นขีดจำนวนมาก เมื่อสรรพสิ่งบนโลกนี้ไม่ได้เป็นรูปธรรมไปเสียทุกอย่างและสิ่งที่เป็นนามธรรม

ก็ดูเหมือนจะมีอยู่เป็นจำนวนมากกว่า มนุษย์เริ่มทำความรู้จักกับการใช้สิ่งหนึ่งแทนสิ่งหนึ่งเพื่อถ่ายทอดความหมายตามที่ตนต้องการเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้สัญลักษณ์ถ่ายทอดความเป็นนามธรรม เกิดเป็นรูปแบบกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่เรียกว่า 指事(Zhǐshì) หรือการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดชี้บ่งความหมายของอีกสิ่งหนึ่งให้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง ตัวอักษรแบบ 指事字 (Zhǐshì zì) นั้น เป็นรูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรโดยใช้สัญลักษณ์นามธรรมมาระบุ บ่งชี้ แสดงจุดสังเกตเพื่อแสดงความหมายให้แก่ตัวอักษรทั้งนี้ แม้ลักษณะโดยรวมยังไม่หลุดพ้นจากความเป็นรูปเสมือนจริงไปเสียทั้งหมด แต่ทว่าก็มิใช่การถ่ายทอดสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปเสียทั้งหมดอีกต่อไปแล้วเช่นกัน รูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรแบบบ่งชี้ความหรือ指事(Zhǐshì) นั้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะ อธิบาย

ให้เห็นภาพโดยง่ายก็คือลักษณะแรกเป็นการกำหนดสัญลักษณ์ใหม่เพื่อใช้แทนความหมายนามธรรมที่สมบูรณ์  และอีกลักษณะหนึ่งเป็นการเพิ่มเติมสัญลักษณ์บางอย่างลงบนตัวอักษรเดิมที่มีอยู่เพื่อชี้นำเชื่อมโยงให้มองเห็นความหมายที่ลึกลงไปจากพื้นฐานความหมายเดิม (张静贤, 2004 : 19 - 20 ; 邵敬敏, 2007 : 72 - 73)

2.1 การกำหนดสัญลักษณ์ใหม่เพื่อใช้แทนความหมายนามธรรมที่สมบูรณ์

การใช้เส้นตรงลักษณะต่าง ๆ ในตารางข้างต้นไม่ได้สื่อถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างท่อนไม้ หรือของแข็ง ยาว ที่สามารถจับต้องได้แต่อย่างใด หากแต่แสดงถึงความหมายเชิงนามธรรม อันได้แก่ จำนวนตัวเลขหรือตำแหน่ง เช่น “ 一 ” 、 “ 二 ” 、 “ 三 ”  แสดงถึงจำนวน 1, 2 และ3 ตามลำดับ ส่วนการใช้เส้นตรงแนวนอนที่สั้นกว่าวางอยู่บนเส้นตรงแนวนอนอีกเส้นหนึ่งก็เพื่อระบุถึงตำแหน่ง  “ บน ”  กลับกัน การใช้เส้นตรงแนวนอนที่สั้นกว่าวางอยู่ด้านล่างเส้นตรงแนวนอนอีกเส้นหนึ่ง ระบุถึงตำแหน่ง  “ ล่าง ”  ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสัมผัสจบต้องไม่ได้ หรือเป็นความหมายเชิงนามธรรมั่นนเอง

 

2.2 การเพิ่มเติมสัญลักษณ์บางอย่างลงบนตัวอักษรเดิมที่มีอยู่เพื่อชี้นำเชื่อมโยงให้มองเห็นความหมายที่ลึกลงไปจากพื้นฐานความหมายเดิม ลักษณะตัวอักษรบ่งชี้ความหรือ指事字(Zhǐshì zì)ในรูปแบบที่สองนี้จะ

เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตัวอักษรแบบลอกเลียนรูปหรือ象形字(Xiàngxíng zì)โดยตรงกล่าวคือเป็นการปรากฏร่วมของสัญลักษณ์นามธรรมกับตัวอักษรเสมือนจริงที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว ซึ่งการนำสัญลักษณ์นามธรรมเข้าไปวางประกอบในตัวอักษร 象形字(Xiàngxíngzì)ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งก็เพื่อเป็นจุดอ้างอิงเชื่อมโยงและบ่งชี้ความหมายที่ต้องการสื่อันั้นเข้าสู่จุดเน้นในอักษรเสมือน ทั้งนี้ การใช้  “ สิ่งใหม่ ”  เติมเข้าไปใน  “ สิ่งเดิม ”  แบบที่ตัวอักษร 指事字 (Zhǐshì zì) ท่านั้น ก็เพื่อยืมความหมายจากอักษรเสมือนจริงที่มีอยู่และเชื่อมโยงบ่งชี้ความหมายที่ต้องการสื่อจากจุดเฉพาะบางจุดนั้นให้ชัดเจน เพื่อให้เป็นจุดสังเกตและโยงเข้าสู่จุดเน้นให้ชัดเจนขึ้น หรือดึงเอาความหมายนามธรรมที่แฝงอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่ผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรต้องการออกมา

 

 

 

 

 

ตัวอักษรที่ใช้วิธีประดิษฐ์แบบ 指事(Zhǐ shì) นี้ มีจำนวนน้อยกว่าตัวอักษร象形 กว่าครึ่ง กล่าวคือปรากฏใน《说文解字》เพียง 125 ตัว จาก 9,353 ตัวเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 1.34 เท่านั้น(马景仑, 2002 : 23 ; 严文明, 2006 : 327)

3.会意字 (Huìyì zì) ตัวอักษรผสานความ ธรรมชาติดั้งเดิมของระบบเขียนในภาษาจีน เป็นระบบการเขียนที่ตั้งต้นด้วยการเป็นตัวอักษรสื่อความไม่ใช่สื่อเสียง และตัวอักษรแต่ละตัวในระบบภาษาเขียนของจีนนั้นมีความหมายประจำตัวอักษร นับจากตัวอักษร 象形字 (Xiàngxíng zì) และตัวอักษร 指事字(Zhǐshì zì) รวมทั้งวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนในลักษณะที่ 3 ที่เรียกว่า 会意 (Huìyì) นี้ ก็ยังคงสืบทอดลักษณะเด่นข้างต้นของตัวอักษรจีนเอาไว้ 会(Huì) แปลว่า รวมผสาน 意 (Yì) คือความหมาย หากแปลตรงตัว 会意字 (Huìyì zì) คือตัวอักษรแบบผสานความซึ่งเกิดจากการนำตัวอักษรที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมารวมกัน เกิดเป็นตัว

อักษรใหม่หนึ่งตัวที่ความหมายประจำตัวอักษรใหม่นั้นมาจากการประสานความหมายจากตัวอักษรดั้งเดิมแต่ละตัวที่นำมาประกอบกัน หากเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนโดยง่ายก็เปรียบเสมือนการนำเหล็กรูปร่างต่าง ๆ หลอมรวมให้เป็นเนื้อเดียวกันและหล่อขึ้นมาในรูปทรงใหม่ โดยที่ส่วนประกอบหรือเนื้อในนั้นยังคงเป็นเหล็กเดิมอยู่นั่นเอง ดังนั้นตัวอักษรผสานความหรือ会意字(Huìyì zì) จึงเป็นการต่อยอดความหมายจากความหมายเดิมไปสู่ความหมายใหม่แต่ยังคงเค้าความหมายเดิมหรือจุดเด่นเฉพาะจากพื้นตัวอักษรเดิมอยู่ ดังตัวอย่างในตารางต่อไปนี้

 

ตัวอักษรผสานความหรือ会意字 (Huìyì zì) นี้ขยายขอบเขตการสื่อสารที่เคยมีมาแต่เดิมให้กว้างขวางขึ้นมาก ไม่เพียงแต่จำนวนคำที่มากกว่าตัวอักษร 象形字(Xiàngxíng zì)และ指事字(Zhǐshì zì)เท่านั้น 11 แต่วง

ความหมายที่ใช้สื่อความเช่น อากัปกิริยา อาการลักษณะ สภาพการณ์ของสิ่งต่าง ๆที่เคยเป็นทางตันในการสื่อความก็เริ่มคลี่คลายและมีหนทางในการสื่อสารมากขึ้น เรียกได้ว่า会意字(Huìyì zì) สามารถถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้อย่างมากมาย ถ่ายทอดความหมายที่หลุดพ้นจากความเป็นรูปธรรมซึ่งเคยมีในอดีตการผสานความหมายจากรูปตัวอักษรดั้งเดิมที่เด่นชัดในเรื่องสื่อความและแตกช่องความหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพื้น

ความหมายเดิม รูปอักษรที่มีความหมายประสานเข้ากับอีกหนึ่งรูปที่ก็มีความหมายจึงเพิ่มพูนขยายความให้ซึ่งกันและกัน ตัวอักษร 会意字 (Huìyì zì) นี้ฉายภาพความสามารถในการสังเกต วิเคราะห์  สังเคราะห์  รวมถึงพลังจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงเรื่องราวของมนุษย์ยุคบุกเบิกตัวอักษรได้อย่างชัดเจน ดังตัวอย่างเช่น (休,Xiū)ที่แปลว่าพักผ่อนนั้น ความหมายดั้งเดิมคือัน่งคลายร้อนใต้ร่มไม้ หากสังเกตตัวอักษรที่นำมาสร้างจะเห็นว่าประกอบขึ้นจากตัวอักษรลอกเลียนรูป 象形字(Xiàngxíng zì) 2 ตัวมารวมกัน ได้แก่ คน (人,Rén) และต้นไม้ (木,Mù) ความหมายจากตัวอักษรทั้งสองเมื่อหลอมรวมกันจึงเกิดเป็นความหมายใหม่ที่สื่อถึงการพักกายหลบร้อนใต้เงาไม้ของต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา จนมีความหมายในปัจจุบันว่า  “ พัก, พักผ่อน ”  ในที่สุด หรือ (明,Míng) ที่มีความหมายเชิงนามธรรมบ่งถึง  “ แสงสว่าง, ความสว่างไสว ”  จะเห็นว่าผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรต้องคัดเลือกตัวอักษรที่ตนเห็นว่าพอจะสามารถดึงจุดเด่นที่ผู้รับสารเคยมีประสบการณ์ร่วมสื่อความให้คนเข้าใจได้ จนในท้ายที่สุดหยิบเอาดวงอาทิตย์  (日,Rì) และดวงจันทร์  (月,Yuè)  มาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเชื่อมโยงความหมาย ไม่ว่าจะเป็นความหมายเชิงนามธรรมอย่าง“ แสงสว่าง, การแบ่ง ”  หรือจะเป็นความหมายที่แสดงถึงอากัปกิริยา อาการสภาพ เช่น  “ นั่ง, พัก, มอง ”  หรือเป็นความหมายที่ยังคงความเป็นรูปธรรมแต่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวอย่าง“ บ้าน, ป่า ”  เหล่านี้ล้วนสะท้อนระบบการรับรู้ การประมวลผล การเชื่อมโยงความหมาย รวมทั้งการถ่ายทอดูและสื่อสารความหมายที่มีต่อสรรพสิ่งทั้งปวงของคนในอดีตกาลได้เป็นอย่างดี

ข้อแตกต่างที่เด่นชัดของระบบตัวอักษรจีนทั้ง 3 ประเภท อันได้แก่อักษรลอกเลียนรูป 象形字 (Xiàngxíng zì) อักษรบ่งชี้ความ指事字 (Zhǐshì zì)และอักษรผสานความ会意字 (Huìyì zì) ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกับตัวอักษรไทยนั้น คือการเป็นตัวอักษรสื่อความหมายโดยสมบูรณ์  นับตั้งแต่ตัวอักษร 象形字(Xiàngxíng zì)

ที่สื่อความหมายเชิงรูปธรรม และพัฒนาเป็นตัวอักษรสื่อความหมายเชิงนามธรรมอย่างตัวอักษร 指事字 (Zhǐ shì zì) จนกระทั่งถึงตัวอักษร 会意字 (Huìyì zì) ที่ประสานความเพื่อขยายความให้กว้างขวางขึ้น กล่าวอีกันยหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปและความหมายที่สอดคล้องกันของตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทนี้เป็นข้อเด่นและเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สุดที่สะท้อนถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการสรรค์ สร้างออกแบบตัวอักษรอันล้ำลึก ในขณะที่เราพบข้อสังเกตที่น่าทึ่งหลายประการและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตัวอักษรทั้ง 3 แบบ แต่เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่า ตัวอักษรที่ได้กล่าวมาแล้วทั้ง 3 ประเภทข้างต้น รวมกันแล้วยังมีจำนวนเพียง 1,656 ตัวอักษรจาก 9,353 ตัวอักษร หรือคิดเป็นร้อยละ 17.70 เท่านั้น (马景仑, 2002 : 23 ; 严文明,2006 : 327) คำถามที่น่าสนใจคืออีก 7,697 ตัวอักษร หรือร้อยละ 82.3 ที่เหลือเป็นตัวอักษรลักษณะใด มีวิธีประดิษฐ์อย่างไร และเพราะเหตุใดจึงไม่ใช้วิธีลอกเลียนรูป 象形(Xiàngxíng) บ่งชี้ความ指事(Zhǐshì) หรือผสานความ会意(Huìyì)ในการประดิษฐ์

4.形声字 (Xíngshēng zì) ตัวอักษรรูปเสียงประสาน เป็นที่ทราบกันดีว่ายุคแรกเริ่มในการประดิษฐ์ตัวอักษรจีน ตัวอักษรสามารถถ่ายทอดความหมายเชิงรูปธรรมเป็นหลัก หรือหากถ่ายทอดความหมายเชิงนามธรรมก็ยังคงถูกจำกัดในวงความหมายแคบ ๆ ความหมายเชิงนามธรรมที่ลึกซึ้งไม่สามารถถ่ายทอดผ่านอักษรลอกเลียนรูป 象形字(Xiàngxíng zì),อักษรบ่งชี้ความ指事字(Zhǐ shì zì)และอักษรผสานความ会意字(Huìyì zì)ได้เลย สาเหตุสืบเนื่องมาจากรูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรที่มุ่งสื่อสารผ่านตัวอักษรภาพนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อกลวิธีการประดิษฐ์ ตัวอักษรดั้งเดิมที่เคยมีมาทั้ง 3 วิธีไม่สามารถตอบสนองการสื่อสารความหมายได้อย่างที่ตั้งใจ มนุษย์จึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้านี้ด้วยการ “ หยิบยืม ” บรรดาตัวอักษรเดิม ๆ ที่ใช้กันอยู่นั้น มาระบุความหมายที่ต้องการเพิ่มเติมเข้าไป โดยที่เสียงของตัวอักษรยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง กลวิธีการใช้ตัวอักษรหนึ่งมาเพิ่มความหมายเข้าไปเป็นความหมายที่สอง สาม สี่ ต่อไป ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า กลวิธี 假借 (Jiǎjiè)12 (赵学清、张喆,2011: 87) เช่น ตัวอักษร ความหมายแรกเริ่มเดิมที่แปลว่า อาวุธที่มีฟันแหลมคม ต่อมาได้มีการยืมรูปและเสียงของตัวอักษรเดิมมาเพื่อใช้ในการสื่อความหมายถึงสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือฉัน(我)แน่นอนว่า 假借字 (Jiǎjiè zì) สามารถแก้ปัญหาการสื่อความหมายที่ลึกซึ้งอย่างความหมายเชิงนามธรรมได้เป็นอย่างดีอย่างที่象形字 (Xiàngxíng zì),指事字(Zhǐ shì zì) และ会意字 (Huìyì zì)ไม่สามารถทำได้มาก่อน แต่ยิ่งปรากฏการณ์ การใช้อักษร 假借字 (Jiǎjiè zì) ทวีจำนวนมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ “ หนึ่งตัวอักษรหลายความหมาย ”  มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นอุปสรรคที่ส่งผลต่อการสื่อสารความหมายโดยเฉพาะการรับสารจากการอ่านเป็นอย่างมาก เกิดความหมายที่ไม่ชัดเจนกำกวม และต้องพึ่งพาบริบทของความโดยรอบตัวอักษรนั้น (王秀荣,2013 : 94) ลักษณะ  “ ร่างทรง ”  ของ 假借字 (Jiǎjiè zì) ที่หนึ่งตัวอักษรรับภาระถ่ายทอดความหมายหลากหลาย ก่อให้เกิดความกำกวมในการตีความตามไปด้วย ปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ เป็นแรงผลักที่ทำให้กลวิธีประดิษฐ์ตัวอักษรในรูปแบบใหม่เกิดขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์  เสมือนการค้นพบเหมืองทองคำล้ำค่าระหว่างทางที่มุ่งไปสู่การพัฒนาตัวอักษรจีน ตัวอักษรที่ใช้กลวิธีการประดิษฐ์รูปแบบใหม่นี้คือ形声字(Xíngshēng zì)หรือตัวอักษรรูปเสียงประสาน形 (Xíng) หมายถึง รูปร่าง ลักษณะ 声 (Shēng) หมายถึง เสียง ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ด้วยกลวิธี 形声(Xíngshēng) หรือตัวอักษร 形声字 (Xíngshēng zì) นี้เกิดจากการประสานส่วนประกอบสองส่วนเข้าด้วยกัน ส่วนหนึ่งบ่งชี้ความหมาย อีกส่วนหนึ่งระบุเสียง ส่วนประกอบทั้งสองส่วนนี้รวมเรียกว่า 偏旁(Piānpáng) หรือส่วนประกอบด้านข้าง 13 โดยส่วนประกอบด้านข้างที่กำหนดเสียงอ่านเรียกว่า 声旁 (Shēng páng)ส่วนที่กำหนดความหมายเรียกว่า 形旁 (Xíng páng) ดังนั้น กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่นำ形旁(Xíng páng) และ声旁 (Shēng páng) มาประกอบเข้าด้วยกันลักษณะนี้จึงเรียกว่า形声(Xíngshēng)และตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยกลวิธีนี้ก็คือ形声字 (Xíngshēng zì)

หรือตัวอักษรรูปเสียงประสานั่นนเอง กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรในลักษณะนี้ เป็นการสร้างตัวอักษรใหม่โดยการนำตัวอักษรที่มีใช้อยู่เดิมแล้ว เติมเครื่องหมายสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเพิ่มเข้าไปอีกส่วน ส่วนที่เป็นตัวอักษรพื้นฐานเดิมจะเป็นส่วนบอกเสียง ส่วนที่เติมเข้าไปใหม่จะระบุความหมาย เสียงของตัวอักษรใหม่เกิดจากการยืมเสียงของตัวอักษรเดิมความหมายของตัวอักษรใหม่เกิดจากการยืมความหมายหรือจุดเด่นของส่วนที่เติมใหม่เข้าไปเพื่อกำหนดความหมายของตัวอักษรใหม่ที่เกิดขึ้น เกิดเป็นตัวอักษรใหม่หนึ่งตัวที่มีเค้าโครงเสียงและความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงส่วนที่ประกอบกันขึ้น มีจุดเด่นที่พอจะอนุมานได้จากส่วนที่ประกอบเข้าด้วยกัน (赵学清、张喆,2011 : 97 ; 严文明, 2006 : 326)แต่การสื่อความหมายและเสียงที่ว่านี้อาจไม่ตรงตามเสียงและรูปของส่วนประกอบเดิมทั้งสองเสียทีเดียว หากแต่สามารถเชื่อมโยงอนุมานหรือตีความได้ เช่นเดียวกับส่วนประกอบที่สื่อเสียงก็จะมีส่วนที่คล้ายคลึงกับเสียงดั้งเดิมของตัวอักษรที่นำมาประกอบอาจคล้ายคลึงในหน่วยเสียงพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์  ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรืออาจคล้ายคลึงในหลายส่วนก็เป็นได้ ดังนั้นตัวอักษรที่ใช้วิธีประดิษฐ์แบบ 形声字 (Xíngshēng zì)การคาดเดาเสียงอ่านและความหมายของตัวอักษรก็เป็นไปได้โดยง่าย การจัดระบบการจดจำก็ง่ายดายและเป็นแบบแผนมากยิ่งขึ้น เช่น ตัวอักษร 彩、菜、踩 มีส่วนประกอบบอกเสียงหรือ声旁 (Shēng páng) 采   “  Cǎi  ”  เป็นพื้นเสียง เมื่อประกอบกับ 形旁 (Xíngpáng)หรือส่วนประกอบบ่งความแล้วทำให้มีเสียงอ่านที่ใกล้เคียงตัวอักษรพื้นเสียงเดิมโดยตัวอักษรทั้งสามตัวข้างต้นมีเสียงอ่านตามลำดับดังต่อไปนี้  “  Cǎi,Cài,Cǎi  ”  เช่นเดียวกับตัวอักษร  “ 巴 ”  (ba) เมื่อประกอบเข้ากับส่วนประกอบข้างอีกส่วนเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบบอกเสียง จะทำให้ตัวอักษรใหม่ที่ได้มีเสียงอ่านที่คล้ายคลึงกับเสียงอักษรเดิมเช่น  “ 把 ”  (Bǎ)、 “ 爸 ”  (Bà)、 “ 芭 ”  (bā)、 “ 吧 ”  (Ba)、 “ 笆 ”  (Ba) ในขณะที่ส่วนประกอบบอกความหมายหรือ形旁 (Xíng páng) นั้น เมื่อประกอบเข้ากับส่วนประกอบบอกเสียงอีกส่วนหนึ่ง จะได้ตัวอักษรใหม่ที่มีความหมายสอดคล้องใกล้เคียงกับความหมายประจำตัวของ 形旁 (Xíng páng)  นั้น ๆ เช่น  “ 疒 ” มาจากตัวอักษร  “ 病 ”  ซึ่งมีความหมายว่า  “ เจ็บป่วย ”  เมื่อ 形旁 (Xíng páng)  “ 疒 ”  ปรากฏร่วมกับ 声旁 (Shēng páng) บอกเสียง ความหมายของตัวอักษรใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับความหมายของ 形旁 (Xíng páng) นั้น ๆ ตามไปด้วย เช่น 疼 เจ็บ、痛 ปวด、病 ไม่สบาย、疗 รักษา   เป็นต้นดังตัวอย่างในตารางข้างล่างนี้

 

หากจะกล่าวว่า ตัวอักษรรูปเสียงประสานหรือ形声字 (Xíngshēng zì)เกิดขึ้นมาเพราะพบทางตันในการสื่อสารก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรลอกเลียนรูป象形字(Xiàngxíng zì) ตัวอักษรบ่งชี้ความ指事字(Zhǐshì zì) หรือตัวอักษรผสานความ会意字(Huìyìizì) ต่างก็ล้วนเป็นอักษรสื่อความหมายผ่านรูปตัวอักษรทั้งสิ้นตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทนั้น ไม่ได้บ่งบอกข้อมูลใด ๆเกี่ยวกับเสียงอ่านของตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือระบบการสร้างตัวอักษรทั้ง 3 ประเภทข้างต้นนั้นไม่ได้พิจารณาถึงระบบเสียงหรือนำระบบเสียงมาเป็นส่วนประกอบในการประดิษฐ์ตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย หากแต่พิจารณาเพียงลักษณะเด่นของรูปอักษร บริเวณแวดล้อมรูปอักษรหรือจุดอ้างอิงในรูปอักษรดังที่ได้กล่าวมาเท่านั้น เรียกได้ว่าสามารถหาความเชื่อมโยงได้เพียงแค่ระหว่างรูปอักษรและความหมาย แต่ไม่อาจเชื่อมโยงไปยังเสียงของตัวอักษรเลย

 

แม้แต่น้อย เสียงที่ถูกบรรจุลงในตัวอักษรทั้งสามประเภทก็เป็นไปอย่างไม่มีกฎเกณฑ์  ไม่มีระบบหลักเชื่อมโยงใด ๆ ที่จะโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างรูปอักษรความหมาย และเสียงเลย (严文明, 2006 : 326) เหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการคิดประดิษฐ์ ตัวอักษรด้วยวิธี 形声(Xíngshēng) นั้นก็เพราะตระหนักในปัญหาดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น 14 ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่า อักษรลอกเลียนรูป 象形字i(Xiàngxíng zì) อักษรบ่งชี้ความ指事字

(Zhǐshì zì)และอักษรผสานความ会意字i(Huìyì zì) จะสะท้อนภูมิปัญญาแห่งพลังจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์รวมทั้งมีคุณค่าความงามทางศิลปะมากเพียงใดหากแต่ยังไม่สามารถสื่อสารความหมายดังใจคิดและไม่สามารถบันทึกภาษาพูดให้ครอบคลุมครบถ้วนได้โดยสมบูรณ์  ดังที่严文明 (2006 : 326) ได้กล่าวว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของตัวอักษรนั้นทำหน้าที่บันทึกภาษาพูด ตัวอักษรที่สมบูรณ์จึงต้องทำหน้าที่บันทึกเสียง

พูดได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ตัวอักษรที่ไม่ตอบสนองความต้องการแก่นแท้พื้นฐานในข้อนี้จึงไม่อาจเรียกได้ว่าทำหน้าที่เป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ได้ จะเป็นก็แต่เพียงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์  หาใช่  “ ตัวอักษร ”  ที่บันทึกภาษาที่แท้จริงไม่ ด้วยเหตุนี้ ตัวอักษรจึงต้องเชื่อมโยงทั้งรูปตัวอักษร ความหมาย และเสียงพูดเข้าไว้ด้วยกัน หากละเลยส่วนที่สำคัญที่สุดในภาษาคือเสียงไป ก็ไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของภาษาได้ สถานการณ์ของตัวอักษรไม่สื่อ  “ เสียง ”  ที่เป็นจุดบอดูและทางตันของการสื่อสารด้วยลายลักษณ์ในภาษาจีน กลายเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ตัวอักษรจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในรูปแบบและกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษร จีนคิดประดิษฐ์ ตัวอักษร 形声字(Xíngshēng zì) ขึ้นจากกลวิธี 形声(Xíngshēng) ซึ่งนำรูปและเสียงของตัวอักษรประสานเป็นหนึ่งเดียว สร้างคูณปการในการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนอย่างใหญ่หลวง เปลี่ยนแปลง  “ ขนบ ”  กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนแบบเก่าโดยสิ้นเชิง ข้อด้อยที่เคยมี แต่เดิมกลับกลายเป็นจุดแข็งของตัวอักษรจีนและเปิดทางสายใหม่ของการสื่อสารผ่านตัวอักษรอย่างไม่น่าเชื่ออักษรรูปเสียงประสาน 形声字 (Xíngshēng zì) กลายเป็นตัวอักษรที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของจีน โดยมีทั้งรูป เสียง และความหมายครบสมบูรณ์ ในขณะที่形声(Xíngshēng) กลายเป็นกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่นิยมใช้มากที่สุด

เรื่อยมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่นี้ทำให้ตัวอักษรจีนทันสมัย มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นตอบสนองต่อการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถสร้างตัวอักษรได้เป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปตัวอักษรเดิม เพิ่มประสิทธิภาพในการประดิษฐ์ตัวอักษร การสร้างตัวอักษรแบบ 形声(Xíngshēng) นี้ นับเป็นช่วงสุกงอมของการพัฒนาตัวอักษรจีนและภาษาจีนจนทำให้ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ด้วยวิธี 形声(Xíngshēng) นี้ มีจำนวนมากถึง 7,697 ตัวอักษรจาก 9,353 ตัว คิดเป็นร้อยละ 82.315(马景仑, 2002 : 23 ; 严文明, 2006 : 327) ด้วยเหตุนี้อาจกล่าวได้ว่า กลวิธีประดิษฐ์ตัวอักษรแบบ 形声(Xíngshēng) หรือรูปเสียงประสานนี้ ทำให้ตัวอักษรจีนเพิ่มมากขึ้นจนเพียงพอที่จะใช้สื่อสารความหมายทั้งรูปธรรมและนามธรรม

อักษรจีน  :  การเปลี่ยนแปลงหรือการหนีตาย

แบบแผนหลักการที่แสดงผ่านกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนทั้ง 4 ประเภทดังที่ได้กล่าวในข้างต้นนั้นสะท้อนให้เห็นความวิริยะอุตสาหะในการเพียรพยายามสร้างสรรค์ อักษรเขียนให้บังเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการในการสื่อสารของมนุษย์ยุคบุกเบิกตัวอักษรได้เป็นอย่างดี ด้วยวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรทั้ง 4 ประเภท อันได้แก่ ลอกเลียนรูป(象形,Xiàngxíng), บ่งชี้ความ(指事.Zhǐshì), ผสานความ(会意,Huìyì)  และรูปเสียงประสาน (形声,Xíngshēng) นั้น ทำให้จีนมีตัวอักษรเพียงพอต่อการถ่ายทอดทุกความรู้สึกนึกคิดและทุกเรื่องราวในชีวิตที่ปรารถน่าจะสื่อความ(严文明, 2006 : 326) ตัวอักษรทั้ง 4 ประเภท เป็นจุดตั้งต้นต่อเนื่องในการสร้างสรรค์ตัวอักษรรูปแบบใหม่ ๆ ในแต่ละช่วงเวลา กว่าจะสัมฤทธิ์ผลเป็นที่ประจักษ์และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทุกวันนี้ต้องผ่านการสั่งสมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อแก้ไขเปลี่ยนปรับเพิ่มเติมลดทอนให้ได้ตัวอักษรที่สมบูรณ์เหมาะสมกับผู้ใช้ เวลาอันยาวนาน ขั้นตอนที่หลากหลายกับตัวอักษรที่เป็นผลมาจากกลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรทั้ง 4 แบบ ภายใต้กระบวนการสื่อสารและผสานความหมายผ่านอักษรที่ตั้งต้นด้วยการเลียนธรรมชาติเหล่านั้น มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ มีแบบแผนและเป้าหมายที่ชัดเจน หรือเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเพื่อหาทางรอดเฉพาะหน้าเฉกเช่นเดียวกับการ “ หนีตาย ”  เท่านั้นภายใต้กระบวนการสื่อสารและผสานความหมายผ่านอักษรที่ตั้งต้นด้วยการเลียนธรรมชาติจนกลายเป็นตัวอักษรเขียนที่มีเสถียรภาพในปัจจุบันนี้ ตัวอักษรจีนแต่ละตัวมีวิวัฒนาการรูปวิธีเขียนหลายต่อหลายครั้งตามยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน รูปแบบการเขียนที่พัฒนาแตกต่างกันไปตามช่วงเวลานี้ทำให้ตัวอักษรจีนปรากฏรูปลักษณะที่แตกต่างกันหลากหลาย เกิดเป็นตัวอักษรจีน 7 แบบ(汉字七体, Hànzì qī tǐ)ที่สะท้อนความเป็นไปของตัวอักษรจีนในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นรูปธรรม รูปลักษณะตัวอักษรจีน 7 แบบ

ที่กล่าวถึงนี้ ประกอบด้วย 甲骨文(Jiǎgǔwén), 金文(Jīn wén) ,小篆(Xiǎozhuàn),隶书(Lìshū), 楷书(Kǎishū), 草书(Cǎoshū)และ行书(Xíngshū)

 

 

 

ตารางข้างต้นนั้น แม้มองเพียงผิวเผินก็คงสังเกตเห็นว่า มีรูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันใน 2 ลักษณะชัดเจน คือลักษณะที่เสมือนภาพวาดูและลักษณะที่เป็นเส้นขีดสัญลักษณ์  และนั่นสอดคล้องกับการแบ่งรูปลักษณะของตัวอักษรจีนออกเป็น 2 ยุคตามการพัฒนารูปร่างการเขียนตัวอักษรจีน อันได้แก่ ยุคโบราณและยุคปัจจุบัน โดย 甲骨文(Jiǎgǔwén), 金文(Jīn wén) และ小篆 (Xiǎozhuàn)เป็นรูปแบบตัวอักษรในช่วงยุคโบราณ ส่วน 隶书(Lìshū), 楷书(Kǎishū), 草书(Cǎoshū) และ行书 (Xíngshū) นั้นจัดเป็นตัวอักษรในช่วงยุคปัจจุบัน (王秀荣,2013 : 100 - 112) ฉะนั้น 隶书(Lìshū)จึงเปรียบเสมือนประตูบานสำคัญที่แง้มเปิดเข้าสู่ยุคตัวอักษรเขียนปัจจุบัน เป็นจุดพลิกเปลี่ยนลักษณะรูปร่างของตัวอักษรจากรูปวาดมาสู่เส้นขีดสัญลักษณ์  ซึ่งวิวัฒนาการตลอดเส้นทางในด้านรูปแบบการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรจีนนั้น สอดคล้องกับที่邵敬敏(2007 : 75) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นไปในลักษณะที่เปลี่ยนจากยากเป็นง่าย เปลี่ยนจากซับซ้อนมากเป็นซับซ้อนน้อย เปลี่ยนจากรูปธรรมเป็นนามธรรม เปลี่ยนจากเส้นโค้งคดงอเป็นเส้นตรงหักมุม และเปลี่ยนจากการวาดภาพเป็นการใช้สัญลักษณ์เส้นขีด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพื่อตอบสนองต่อการเขียนที่สะดวกรวดเร็วในการใช้งานจริงตอบสนองต่อเทคโนโลยีการพิมพ์  และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้เขียนนั่นเอง

จากตารางแสดงรูปลักษณะตัวอักษรจีนทั้ง 7 แบบ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ารูปลักษณะตัวอักษรที่เรียกว่า 甲骨文 (Jiǎgǔwén) และ金文 (Jīn wén) นั้น มีลักษณะคล้ายจริงและมีความเป็นรูปภาพสูงมาก ตัวอักษรพยายามวาดลอกเลียนสิ่งที่ตาเห็นให้ออกมาเสมือนจริงมากที่สุด มักพบว่า 甲骨文i(Jiǎgǔwén) และ金文i(Jīn wén) นั้นมีความเป็นเอกภาพทางตัวอักษรน้อย ตัวอักษรอาจหันหัวไปคนละทาง ทิศทางมุมมอง การนำเสนออาจแตกต่าง จำนวน ลักษณะ รายละเอียดปลีกย่อยู่ในตัวอักษรไม่มีการกำหนดแบบแผนชัดเจน อาจต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เขียน(王秀荣,2013 : 104) เราจึงพบตัวอักษรเดียวกันที่มีวิธีการเขียนและรูปลักษณ์แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก เช่น ตัวอักษร 象 (Xiàng) ที่แปลว่า ช้าง ขาของตัวหนึ่งอาจไปด้านซ้ายขาของอีกตัวหนึ่งไปด้านขวา เช่น หรือตัวอักษร 车 (Chē )ที่แปลว่า รถ อาจมีล้อ 2 ล้อหรือ 3 ล้อหรืออาจจะวาดที่นั่งหรือไม่ก็แล้วแต่เช่น บ้างก็มีมุมมองการนำเสนอต่อตัวอักษรที่แตกต่าง อาจนำเสนอ

จำกัดด้านข้าง หรือจำกัด้านบน เช่น ตัวอักษร 龟 (Guī) ที่แปลว่า เต่า ตัวอักษร果 (Guǒ) ที่แปลว่า ผล ลักษณะเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า ประสบการณ์ ที่แตกต่างจะส่งผลต่อมุมมองรวมทั้งการนำเสนอที่แตกต่างตามไปด้วย ดังที่严文明 (2006 : 324) ได้เคยกล่าวไว้ ดังนั้นเพื่อถ่ายทอดความเหมือน รูปลักษณะตัวอักษร 甲骨文 (Jiǎgǔwén)และ金文 (Jīn wén) นี้ จึงไม่คำนึงถึงความซับซ้อนของตัวอักษรว่าจะมากเพียงใด สำคัญเพียงแค่สามารถสื่อสารความหมายโดยลอกเลียนหรือดึงจุดเด่นที่ชัดเจนออกมาได้ก็เพียงพอแล้ว จากตัวอักษรที่มีลักษณะลอกเลียนเสมือนจริงอย่าง甲骨文 (Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén) มีการพยายามทำให้ตัวอักษรรูปวาดนี้มีความเป็นตัวอักษรมากยิ่งขึ้นและซับซ้อนน้อยลงโดยใช้การวาดเส้นแทนการวาดรูป ตัวอักษรถูกพัฒนารูปร่างในการเขียนจนกลายมาเป็นรูปแบบตัวอักษรแบบ 小篆(Xiǎozhuàn) ซึ่งมีลักษณะเป็นการประกอบขึ้นของเส้นโค้งหลายเส้นมากกว่าที่จะเป็นรูปวาด ความเป็นภาพวาดที่แต่เดิมเคยมีใน 甲骨文(Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén) จึงลดน้อยลงและมีความเป็นสัญลักษณ์มากยิ่งขึ้น หากเทียบกับตัวอักษร 甲骨文(Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén) แล้ว ตัวอักษรแบบ 小篆(Xiǎozhuàn) นี้ จะมีขนาดูและโครงสร้างของตัวอักษรที่แน่นอน คือเป็นโครงสร้างแบบผอมสูง เป็นระเบียบสม่ำเสมอ และประกอบด้วยเส้นโค้งมนที่มีขนาดูและความหนาบางเท่า ๆ กันมากกว่า ความแตกต่างหรือการเขียนอย่างใจผู้เขียนก็ลดความหลากหลายลง มีความเป็นเอกภาพและมีแบบแผนของตัวอักษรเพิ่มสูงขึ้น (赵学清、张喆 , 2011 : 44) เช่นจากตัวอย่างดังกล่าว หากสังเกตให้ดีจะพบว่าจุดเด่นสำคัญของอักษร 小篆(Xiǎozhuàn) นี้ก็คือลักษณะเส้นที่โค้งมนและรูปแบบโครงสร้างที่ผอมสูงนั่นเอง เส้นที่โค้งมนนั้นให้ความรู้สึกอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง อ่อนช้อยและงดงาม แต่ในแง่การเขียนและการใช้งาน เส้นโค้งเหล่านี้ใช้เวลาในการเขียนมากกว่าเส้นตรง และสิ้นเปลืองเวลามากกว่าเส้นหักมุม แม้จะหลุดจากความเป็นรูปภาพเสมือนที่ซับซ้อน แต่เส้นโค้งที่เป็นองค์ประกอบหลักของตัวอักษรเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวอักษร 小篆(Xiǎozhuàn) นั้นยังคงความยากในการเขียน (赵学清、张喆,2011 : 44) ตัวอักษร 隶书(Lìshū) จึงเกิดขึ้นจากการยืดเส้นโค้งมนในตัวอักษร 小篆(Xiǎozhuàn) ให้เป็นเส้นตรง ปรับส่วนโค้งของเส้นเป็นการหักมุม (王秀荣,2013 : 108 - 109) การเกิดขึ้นของตัวอักษร 隶书(Lìshū) จึงถือเป็นการเกิดเส้นตรงและการหักมุมขึ้นในตัวอักษรจีนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้รวมถึงการเป็นจุดกำเนิดของเส้นขีดพื้นฐานต่าง ๆ อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาจนกระทั่งเป็นเส้นขีดที่สมบูรณ์ในตัวอักษรยุคปัจจุบันนี้ กล่าวได้ว่า การลดทอนปรับเปลี่ยนจำนวนและลักษณะเส้นขีดในตัวอักษรดั้งเดิมให้ลดจำนวนและความซับซ้อนลงนั้น ทำให้隶书(Lìshū) เป็นตัวอักษรที่เขียนง่ายและหลุดพ้นจากรูปแบบโครงสร้างดั้งเดิมของการเป็นอักษรเสมือนลอกเลียนรูปแบบ 象形字 (Xiàngxíng zì) อย่างสิ้นเชิง นับเป็นขั้นตอนสำคัญที่เปลี่ยนรูปลักษณะการเขียนไปอย่างไม่เหลือเค้าความเดิมที่แต่เดิมสามารถมองออกเดาได้ กลายเป็นสัญลักษณ์เครื่องหมายที่เป็นตัวอักษรอย่างแท้จริงและไม่ใช่รูปภาพอีกต่อไป นับเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ยุคตัวอักษรปัจจุบันตั้งแต่นั้น  เป็นต้นมา แต่ถึงกระนั้นโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปทรงเตี้ยป้านของ 隶书(Lìshū) ที่แม้จะสร้างระบบพื้นฐานแบบตัวอักษรปัจจุบันขึ้นมาแล้ว แต่การเน้นความประณีตบรรจงในการเขียนเส้นขีดตรงให้มีลักษณะเคลื่อนไหวเป็นลอนคลื่น ความละเมียดละไมและมองตัวอักษรเป็นเครื่องวัดคุณค่าความงามทางศิลปะนี้ เป็นจุดที่ทำให้隶书(Lìshū) ตอบสนองต่อการใช้งานเพื่อการสื่อสารได้ไม่เต็มที่อุปสรรคข้อนี้ทำให้เกิดตัวอักษร 楷书(Kǎishū) ที่พัฒนาโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมแบนป้านของ 隶书(Lìshū)ให้เป็นโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส เปลี่ยนลักษณะเส้นที่เป็นคลื่นลอนมีลักษณะเคลื่อนไหวให้เป็นเส้นตรงเรียบ (王秀荣,2013 : 111) เกิดเป็นเส้นขีดมาตรฐานที่ใช้ประกอบเป็นตัวอักษรจีนที่สมบูรณ์แบบที่สุด รูปแบบตัวอักษรแบบ 楷书(Kǎishū)ได้รับความนิยมและกลายเป็นตัวอักษรต้นแบบที่ยึดถือเป็นแบบแผนว่าเป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ที่สุดมาโดยตลอดจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ เนื่องด้วยเส้นขีดูและวิธีการเขียนที่สมบูรณ์  มีหลักเกณฑ์ชัดเจน ส่งผลให้มีความสะดวกและรวดเร็วในการเขียน (赵学清、张喆,2011 : 52) ทั้งนี้ เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านไป เริ่มเกิดการเขียนที่เชื่อมเส้นต่อเส้นเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดเวลาในการเขียน ทำให้เขียนได้เร็วขึ้น ดังเช่นตัวอักษร 草书(Cǎoshū) ที่เริ่มแรกเกิดจากการเชื่อมเส้นขีดต่อเส้นขีดในอักษร 隶书(Lìshū) ตัวอักษร 草书(Cǎoshū)ในระยะเริ่มแรกจึงยังค่อนข้างชัดเจนและอ่านได้ง่ายเพราะโครงสร้างของตัวอักษรแต่ละตัวยังแยกออกจากกัน จนเมื่อพัฒนาเชื่อมโยงเส้นขีด

ในตัวอักษร 楷书(Kǎishū) ที่นอกจากเชื่อมเส้นต่อเส้นแล้ว ยังเชื่อมตัวอักษรต่อตัวอักษรเข้าด้วยกัน 草书(Cǎoshū) ในระยะหลังจึงเริ่มอ่านยาก เพราะย่นย่อเส้นหลายสิบเส้นให้เหลือเพียงสองหรือสามเส้น จนกระทั่งสามารถเขียนตัวอักษรหนึ่งตัวสำเร็จด้วยเส้นเพียงเส้นเดียวได้ ประโยชน์ในแง่การเป็นเครื่องมือสื่อสารของตัวอักษร 草书(Cǎoshū) นี้จึงค่อนข้างน้อยเพราะเข้าทำนองเขียนง่ายแต่อ่านยาก แต่กลับมีคุณค่าในด้านศิลปะสูงตรงกันข้ามกับตัวอักษร 行书(Xíngshū) ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ผสมผสานข้อดีของ 楷书 (Kǎishū)และ草书(Cǎoshū)เข้าด้วยกัน ระหว่างเส้นขีดที่ชัดเจนได้มาตรฐานโครงสร้างสี่เหลี่ยจัตุรัสเป็นระเบียบอย่าง楷书(Kǎishū) กับการเขียนอักษรรูปแบบหวัดเร็วลดทอนและเชื่อมต่อเส้นต่อเส้นของ 草书(Cǎoshū)เกิดเป็นตัวอักษรรูปลักษณะใหม่ที่แม้เส้นขีดในตัวอักษรจะเชื่อมต่อกัน แต่โครงสร้างของตัวอักษรยังชัดเจนอ่านง่าย

สังเกตได้ว่า วิวัฒนาการของตัวอักษรจีนในแต่ละช่วงเวลาที่ได้เปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ที่เด่นชัดยิ่ง นั่นคือการทำให้ตัวอักษรจีนที่เคยมีมาแต่เดิม  “ ซับซ้อนน้อยลง ”  หรือ “ง่ายขึ้น ”  นั่นเอง เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในแง่กลวิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรที่พยายามนำเสียงเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการสร้างตัวอักษรใหม่แทนการสื่อความหมายผ่านรูปอักษร เปลี่ยนการสื่อสารผ่านรูปภาพให้เป็นการสื่อสารผ่านสัญลักษณ์  เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เส้นขีดูและวิธีการเขียนด้วยการลดทอนจำนวนเส้นขีดให้น้อยลง ดึงเส้นโค้งให้เป็นเส้นตรง เปลี่ยนเส้นโค้งให้เป็นเส้นหักมุม กล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เป็นไปใน 2 ลักษณะ คือลดจำนวนเส้น และทำเส้นให้เขียนง่ายขึ้น (张静贤, 2004 : 6 -10) ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในหลากหลายลักษณะเหล่านี้ต่างล้วนมุ่งไปเพื่อทำให้ตัวอักษรจีนใช้งานได้สะดวก เร็วง่าย และสื่อสารชัดเจน ตอบสนองต่อการสื่อสาร ตอบสนองต่อเทคโนโลยีการพิมพ์  และตอบสนองต่อเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ในการเขียน รวมทั้งตอบสนองต่อเหตุผลทางการปกครอง(邵敬敏, 2007 : 75) ซึ่งจากวิวัฒนาการของตัวอักษรจีนตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น 张静贤(2004 : 6 - 10) ได้สรุปลักษณะการเปลี่ยนแปลงรอบด้านจากอดีตจนถึงปัจจุบันเหล่านี้ออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ช่วงที่ 1 ตัวอักษรรูปภาพ(图形化, Túxíng huà) ได้แก่ ตัวอักษรในช่วง甲骨文(Jiǎgǔwén) และ金文(Jīn wén)เป็นตัวอักษรในยุคบุกเบิกตัวอักษรมีลักษณะเหมือนภาพวาด การเขียนตัวอักษรเหมือนการวาดรูป มีความเสมือนจริงชัดเจนแต่ความเป็นมาตรฐานของตัวอักษรน้อย ไม่มีหลักเกณฑ์แบบแผนใด ๆ ในการเขียน ไม่ว่าจะเป็นขนาด หรือรูปลักษณะ ตัวอักษรมีความซับซ้อนสูง ไม่สะดวกในการเขียน สิ้นเปลืองเวลา เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้จารึกตัวอักษร คือมีด กระดองเต่า กระดูกสัตว์  เครื่องสัมฤทธิ์ ช่วงที่ 2 ตัวอักษรประกอบด้วยเส้นวาด(线条化) จากรูปวาดเสมือนจริงในช่วงเวลาแรก ตัวอักษรจีนลดทอนจำนวนเส้นขีดให้น้อยลง ลัดขั้นตอนการวาด ลดความยาวของเส้นให้สั้นลง ปรับส่วนโค้งส่วนงอให้ตรงมากขึ้น เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนให้สะดวกและเร็วขึ้น ตัวอักษรเริ่มพ้นจากการเป็นรูปภาพ และมีขนาดเล็กใหญ่เท่ากันสม่ำเสมอ เป็นระเบียบ แต่เส้นในตัวอักษรก็ยังมีความโค้งงอคดเคี้ยว และยังคงเขียนยากอยู่อุปกรณ์การเขียนเปลี่ยนจากมีดเป็นพู่กัน จากกระดูกสัตว์และกระดองเต่าถูกแทนที่ด้วยแผ่นไม้ แผ่นไม้ไผ่ ตัวอย่างของตัวอักษรนี้ คือตัวอักษร 小篆(Xiǎozhuàn)ช่วงที่ 3 ตัวอักษรประกอบด้วยเส้นขีด(笔画化, Bǐhuà huà) ตัวอักษรในช่วงที่ 3 ของการเปลี่ยนแปลงมีโครงสร้างที่เป็นสี่เหลี่ยมชัดเจน หลุดพ้นจากการเป็นอักษรรูปภาพโดยสมบูรณ์  เส้นโค้งมีการยืดดึงเป็นเส้นตรง ส่วนโค้งเปลี่ยนเป็นการหักมุมและมีเส้นขีดมาตรฐานเกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบรองรับการประกอบขึ้นเป็นตัวอักษรจีนตัวอย่างตัวอักษรในช่วงนี้ ได้แก่ 隶书(Lìshū) ที่เขียนง่ายกว่า 小篆(Xiǎozhuàn)และเมื่อเชื่อมเส้นต่อเส้นเพื่อย่นย่อเวลาเขียนให้เร็วขึ้นก็จะเป็นตัวอักษรแบบหวัด草书(Cǎoshū) หรือตัวอักษร 楷书(Kǎishū) ซึ่งไม่หลงเหลือความเป็นรูปภาพใด ๆบนตัวอักษรอีกต่อไป ความโค้งมนที่เคยมีก็หายไป เป็นตัวอักษรที่ได้รับความนิยมในการใช้ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา หรือตัวอักษร 行书(Xíngshū) ซึ่งมีลักษณะคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างอักษร 楷书(Kǎishū) กับ 草书(Cǎoshū) ซึ่งเขียนได้เร็วและอ่านได้ง่ายอุปกรณ์การเขียนพัฒนาเป็น พู่กัน กระดาษ หมึก อาศัยความอ่อนนุ่มสปริงตัวของพู่กันเป็นตัวช่วยในการเขียน แม้ตัวอักษรจีนจะผ่านการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วนจนกลายเป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ในการสื่อความหมาย แต่จีนกลับไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวอักษรประจำชาติของตน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสังคมนิยม ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ปฏิวัติวัฒนธรรมรวมทั้งตัวอักษรอีกหลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือการสร้างอักษรจีนตัวย่อขึ้นแทนอักษรจีนตัวเต็มทุกการเปลี่ยนแปลงของตัวอักษรจีนที่เกิดขึ้น ล้วนมีหลักการมีแบบแผน และมีเป้าหมายการปรับลดทอนเส้นขีดูและโครงสร้างตัวอักษร ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนต่อเนื่องยาวนานและบังเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นฐานให้กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งต่อ ๆ ไปการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เพียงแค่การเอาตัวรอด  “ หนีตาย ”  เฉพาะหน้านี้เป็นมาอย่างมั่นคงแข็งแรงจนทำให้ตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มีระบบแบบแผน เก่าแก่แต่ยังมีชีวิตตราบจนถึงทุกวันนี้

ลำดับขีดในการเขียนอักษรจีน 汉字笔顺

หลักเกณฑ์ในการเขียนลำดับขีดของตัวอักษรจีน

1.เขียนเส้นซ้ายก่อนเส้นขวา 先撇后捺 : 人 八 入

 

2.เขียนเส้นขวางก่อนเส้นตั้ง 先横后竖:十 王 干

3.เขียนเส้นบนก่อนเส้นล่าง 从上到下:三 竟 音

4.เขียนจากซ้ายไปขวา 从左到右:理 利 礼 明 湖

5.เขียนจากนอกเข้าใน 先外后里: 问 同 司

6.เขียนจากนอกเข้าหาในเสร็จแล้วจึงปิด 先外后里在封口:国 圆 园 圈

7.เขียนส่วนกลางก่อนสองข้าง 先中间后两边:小 水 永

หลักเกณฑ์เพิ่มเติม

1.เขียนเป็นขีดแรกเมี่อ “丶” อยู่ตำแหน่งตรงกลางหรือด้ายซ้ายของส่วนบนตัวอักษร 点在上部或左上,先写点:衣 立 为

2.เขียนเป็นขีดสุดท้ายเมื่อ “丶” อยู่ตำแหน่งขวาบนหรือด้านในของตัวอักษร 点在右上或在字里,后写点:发 瓦 我 叉 龙

3.อักษรที่ที่มีโครงสร้างครอบด้านบนขวาหรือบนซ้าย ให้เขียนด้านนอกก่อนด้านใน 上右和上左包围结构的字,先外后里:厅 座 屋

4.อักษรมีโครงสร้างลักษณะส่วนซ้าย-ล่างทำหน้าที่เป็นส่วนโอบล้อมส่วนอื่น 1) ให้เขียนส่วนบนและขวาก่อน ค่อยเขียนส่วนซ้ายและส่วนล่าง หากส่วนซ้าย-ล่าง เป็นหมวดคำ “ 辶” หรือ “廴” 2)ให้เขียนส่วนซ้ายและล่างก่อน ค่อยเขียนส่วนบนและขวาทีหลัง ในกรณีส่วนซ้าย-ล่าง เป็นหมวดคำอื่นๆ 左下包围结构的字:1)左下是“辶”或“廴”,先写右上,后写左下;2)左下是其他部件,先写左下,后写右上

5.อักษรโครงสร้าง “ขวาบนล้อมซ้ายล่าง”ให้เขียนส่วนบนและส่วนขวาก่อน ค่อยเขียนส่วนในทีหลัง 上右包围结构的字,先写上右,后写里边:司、句、匀

6.อักษรที่มีโครงสร้างครอบด้านล่างทั้งซ้ายขวา ให้ด้านในก่อนด้านนอก 左下右包围结构的字,先里后外:凶 画

7.อักษรโครงสร้าง “ซ้ายบนล้อมขวาล่าง” ให้เขียนส่วนบนและด้านในก่อน ค่อยเขียนส่วนซ้ายและส่วนล่างทีหลัง 上左下包围结构的字,先上后里在左下 医 巨 匠 区

8.อักษรที่มีโครงสร้างครอบด้านบนทั้งซ้ายและขวา ให้เขียนด้านนอกก่อนด้านใน左上右包围结构的字,先里后外:同 用 风

หมายเหตุ

1.ตัวอักษรที่มีลักษณะตรงกลางโดดเด่น และค่อนข้างสมมาตรซ้ายขวา เช่น 中间突出的字,如“山”、“小”、“办”、“水”、“承”等。

2.ตัวอักษรที่มีจุดด้านบนขวา 上有点的字,如“犬”、“尤”、“戈”、“龙”、“成”等。

3.ตัวอักษรที่มีลักษณะด้านบนครอบด้านล่าง 上包下的字,如“冈”、“同”、“网”、“周”、等。

4.ตัวอักษรที่มีลักษณะด้านล่างครอบด้านบน 下包上的字,如“凶”、“画”、“函”、“幽”等。

5.ตัวอักษร “กรอบสามขีด” “三框”也叫“匠字框”,如“区”、“匹”、“巨”、“医”等。

6.ตัวอักษรกล่องรูปตัวโข่ว (รูปปาก) “大囗”即大口框,如“四”、“回”、“园”、“国”等。

ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของตัวอักษรภาษาจีน

ตอนที่ 1

          ตัวอักษรจีนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยที่สังคมมนุษย์ก้าวเข้าสู่การพัฒนาขั้นสูงสุด การสื่อสารด้วยตัวอักษรทำให้ข่าวสารสามารถเดินทางในระยะไกลและสามารถเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและถ่ายทอดให้กับลูกหลานในอนาคตได้ และเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์มีนอกเหนือจากสัตว์อื่นในโลกนี้ เนื่องจากการเกิดขึ้นของตัวอักษร มนุษย์เราก็หลุดพ้นจากความเป็นป่าเถื่อนก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์และอารยธรรม

ยุคประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติสามารถกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อมกับการมีตัวอักษรนั้นเอง

 

1.แนวคิดหลักที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของตัวอักษร

         1.ที่มาของตัวอักษร

หมายถึงการเกิดขึ้นและการพัฒนาจนเกิดเป็นระบบที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นการใช้รูปภาพแทนตัวอักษรของชาวเอเชียตะวันออก ระบบภาษาการเขียนที่ใช้ตัวอักษรโรมัน การลากเส้นต่อกันของชาวอาหรับ

         2.การยืมตัวอักษรไปใช้เขียนภาษาของตน

คือการหยิบยืมวิธีการเขียนของชนชาติหนึ่งไปใช้เขียนภาษาของอีกชนชาติหนึ่งและถูกพัฒนาจนกลายเป็นระบบวิธีการเขียนที่แตกต่างออกไปในที่สุด เช่นภาษาญี่ปุ่นยืมตัวอักษรจากประเทศจีน ภาษาอังกฤษยืมตัวอักษรจากภาษาโรมัน พยัญชนะของภาษากรีซมาจากตัวอักษรในภาษาอียิปต์โบราณ

 

2.ตำนานเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของตัวอักษรจีน

         1.การประดิษฐ์อักษรของชางเจ๋ย์

ตำนานการประดิษฐ์อักษรของชางเจ๋ย์ ถูกบันทึกอยู่ใน 《世本》、《荀子·解蔽》、《韩非子· 五蠹》、《吕氏春秋· 君守》 ซึ่งเป็นการบันทึกที่สะท้อนมุมมองต่อการประดิษฐ์ตัวอักษรจีนในสมัยนั้น  ต่อมาหลังจากสมัยฮั่นเป็นต้นมาเรื่องราวเกี่ยวกับตัวอักษรจีนนับวันยิ่งมีความอย่าธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่นตำนานที่บันทึกอยู่ใน 《淮南子· 本经训》ได้กล่าวไว้ว่า “昔者仓颉作书,而天雨粟,鬼夜哭”  ในสมัยโบราณขณะที่ชางเจ๋ย์ประดิษฐ์อักษร ฝนตกลงมาเป็นข้าวฟ่าง ผีห่าเหวแอบไปร้องห่มร้องไห้ และในบันทึก 《论衡· 骨相篇》 ก็ได้กล่าวไว้ว่า ชางเจ๋ย์มี 4 ตา บันทึกประวัติศาสตร์ให้กับหวงตี้  ทั้งยังพบบันทึกที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับชางเจ๋ย์ในบันทึก 《路史》 ว่า ชางเจ๋ย์ ใบหน้าใหญ่ มี 4 ตาดังเทพเจ้า เกิดมาก็สามารถบันทึกตัวอักษรเขียนหนังสือได้ มีความสามารถเหนือมนุษย์ทั่วไป

          แต่ในบันทึก 《荀子· 解蔽》 กล่าวว่า ชางเจ๋ย์ เป็นเพียงหนึ่งในผู้ที่ประดิษฐ์อักษร แต่กลับเป็นเอกอุด้านนี้เพราะว่าเขามีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ตัวอักษรที่ตัวเองประดิษฐ์ ซึ่งมุมมองนี้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

          จากตำนานข้างต้นสามารถมองได้ว่า การประดิษฐ์อักษรของชางเจ๋ย์และการเผยแพร่ตัวอักษรมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งมีความสำคัญในประวัติศาสตร์การกำเนิดเกิดขึ้นของตัวอักษรจีน

          อาจเป็นไปได้ว่าชางเจ๋ย์มีหน้าที่เป็นเสนาบดี และกำลังเรียบเรียงตัวอักษร ซึ่งในบันทึก 《周礼 ·春官· 大史 》 ได้กล่าวไว้ว่า “大(太)史掌建邦之六典” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการบันทึกประวัติศาสตร์และการบันทึกอื่นๆว่าการเขียนทำให้การปกครองการบริหารมีความต่อเนื่องดังนั้นตัวอักษรจีนในสมัยนั้นจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการปกครอง

          คำว่าชางเจ๋ย์บันทึกประวัติศาสตร์ให้กับหวงตี้ บันทึกเล่มนี้ก็เกิดขึ้นในสมัยของหวงตี้นั่นเอง หลักฐานทางโบราณคดีเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏให้เห็นหลักฐานใหม่เกี่ยวกับการกำเนิดของอักษรจีนที่แหล่งโบราณปั้นโพเมืองซีอาน (ประมาณ   4,500 บาทถึง 5000 ปีมาแล้ว) ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏให้เห็นสัญลักษณ์ในการแกะเป็นสัญลักษณ์ อีกที่หนึ่งที่มณฑลซานตง ก็ได้ปรากฏเป็นสัญลักษณ์ลักษณะใกล้เคียงกัน ทำให้คนรุ่นหลังรู้ว่าอักษรจีนมีประวัติยาวนานกว่า 6 พันปีมาแล้ว ดังนั้นเป็นการย้ำว่าการที่บอกว่าอักษรจีนเกิดขึ้นในสมัยหวงตี้นั้นใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว นักประวัติศาสตร์จีนพยายามผลักดันให้แหล่งโบราณหยางเสา คือแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมของหวงตี้

 

3.วิธีการถ่ายทอดและกระจายข่าวสารของชาวจีนในสมัยก่อนที่มีตัวอักษร

 

          ลักษณะเด่นของตัวภาษาเขียนก็คือสามารถรักษาเรื่องราวบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตให้สามารถถ่ายทอดมาจนถึงคนรุ่นหลังได้ ก่อนที่ตัวอักษรจีนจะพัฒนาขึ้น ชาวจีนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้วิธีการมัดเชือกเป็นปม การสลับบอกเรื่องราว วิธีการวาดรูปเป็นต้น แต่การเกิดขึ้นของตัวอักษรจีนทำให้เกิดการปฏิวัติในการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร

วิธีการมัดปมเชือก 结绳

 

          ในบันทึกของเล่าจื๊อ 《老子》 ได้กล่าวถึงการมัดเชือกให้เป็นปม 《易· 系辞下》ได้กล่าวไว้ว่าในสมัยโบราณคนมัดเชือกเป็นปมในการบริหารบ้านเมือง ยุคต่อมานักปราชญ์ใช้การสลักในการบริหารบ้านเมือง แต่ประชาชนก็ได้รับรู้เรื่องราวของบ้านเมืองด้วย    โดยการผูกเชือกบันทึกรายละเอียดไว้ว่าหากเป็นเรื่องใหญ่ให้มันเป็นปมใหญ่ หากเป็นเรื่องเล็กให้มันเป็นปมเล็ก

          ในบันทึก《说文· 序》ได้กล่าวว่า ผู้นำแซ่ 庖牺 เริ่มคิดค้นปากว้าหรืออี้จิง และผู้นำที่ชื่อเสินหนงได้มัดปมเชือกเพื่อใช้ในการบริหารบ้านเมือง

หลักฐานทางประชากรศาสตร์

          ชาวจีนในสมัยโบราณใช้การผูกเชือกเป็นปมในการบันทึกตัวเลขและเวลา  ชนเผ่า 独龙 เมื่อต้องเดินทางไกลจากบ้านวันหนึ่งจะมัดเชือก 1 ปม ชาว 景颇 หากจะต้องเดินทางไกลบ้านก็จะมัดผู้ที่ติดอยู่บนปลายดาบให้เป็นปม 1 ปม แทนระยะเวลา 1 วัน ก่อนที่สาธารณะจีนจะสถาปนาขึ้น ก็ยังพบว่ามีชนกลุ่มน้อยในประเทศจีนยังบันทึกเรื่องราวระยะเวลาด้วยการมัดปมเชือกอยู่บ้าง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

การแกะสลัก 契刻

          ต่อมาชาวจีนบันทึกเรื่องราวด้วยการแกะสัญลักษณ์และรอยต่าง ๆ บนแผ่นไม้ไผ่และแผ่นไม้ ซึ่งถือว่าใช้กันอย่างแพร่หลาย บันทึก《尚书·序》ได้กล่าวไว้ว่า ผู้นำแซ่ 伏羲 ได้เริ่มสลักปากว้าบนแผ่นไม้แทนการมัดปมเชือกในการบริหารบ้านเมือง

 

ข้อมูลทางด้านชาติพันธุ์วิทยา

          การแกะสลักเป็นการบันทึกวันที่ การบันทึกตัวเลข  ผู้ชายในชนเผ่า 景颇 เวลาที่จะต้องเดินทางไกลจดบันทึกรายการแกะสลักไว้ที่ด้ามดาบของตน เดินทาง 1 วันก็จะสลัก 1 ขีด ชนเผ่า 独龙 และ 西盟佤 จะใช้วิธีลบรอยสลักรูปฟันปลาเพื่อเป็นการเตือนวันนัด ว่าคนสองคนเจอกันวันไหน เมื่อนัดกันเสร็จสรรพจึงแบ่งแผ่นไม้หรือแผ่นไม้ไผ่ที่มีตำหนิเตือนถึงวันนัดให้แก่กันและกัน การสลักฟันปลานี้แบ่งเป็นหลายประเภท เมื่อผ่านไป 1 วันก็จะลบรอยสลักออก 1  รอย เมื่อรอยสลักรูปฟันปลาหมดไปหมายความว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว

          การสลักนี้ยังทำหน้าที่นอกเหนือจากการบันทึกได้อีกคือการทำหน้าที่คล้ายกับสัญญา เช่นสัญญาเช่าที่ ในการสลักเป็นรอยบากไว้บนแผ่นไม้หรือแผ่นไม้ไผ่ หลังจากนั้นไม่มีการตกลงกันเรียบร้อยแล้วผู้เช่าและผู้ให้เช่าจะหักแผ่นไม้นั้นออกเป็น 2 ท่อนและเก็บไว้ฝ่ายละ  1 อันเพื่อเป็นหลักฐาน

          ชนเผ่า 景颇 ก็ได้มีวัฒนธรรมการแกะสลักแผ่นไม้ เมื่อวันที่เริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวของแต่ละปีมาถึง คนเฒ่าคนแก่จะพูดถึงความเคียดแค้นของชนเผ่าตนที่มีกับชนเผ่าอื่นให้กับลูกหลานฟัง จากนั้นจึงหยิบแผ่นไม้ที่มีรอยสลักขึ้นมา หากแผ่นไม้นั้นมีรอยสลักรอยใหญ่ก็หมายความว่ามีเรื่องบาดหมางที่เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นรอยเล็กก็เป็นความบาดหมางที่ไม่ใหญ่นัก  แล้วจะเล่าเรื่องราวแบบนี้ให้กับลูกหลานฟังโดยอ้างอิงมาจากรอยสลัก ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนจะไม่มีใครทราบนอกจากผู้สลักเอง

ข้อจำกัดของการแกะสลักและการผูกปมเชือกในการบันทึกเรื่องราว

          การผูกปมเชือกและการแกะสลักสามารถนำมาบันทึกวันที่และจำนวนวันได้อย่างแม่นยำ ส่วนการบันทึกเรื่องราวนั้นมีแต่เพียงมิติในการเตือนความจำ   แปลว่ารายละเอียดปลีกย่อยและคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้น การผูกปมเชือกและการแกะสลักยังไม่สามารถบันทึกรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านั้นได้ ดังนั้นการที่จะบันทึกเรื่องราวรายละเอียดของเหตุการณ์จึงต้องอาศัยสัญลักษณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

ปากว้ากับสัญลักษณ์ในการบันทึกเรื่องราว

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 八卦

สัญลักษณ์ปากว้า 八卦

 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จริงๆแล้วปากว้าไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการกำเนิดของตัวอักษรจีน

ปากว้าเป็นรูปสัญลักษณ์ที่มีความหมายค่อนข้างกว้าง ไม่สามารถบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ตัวอย่างครอบคลุม อาจจะใช้ปากว้าในการจำแนกเรื่องราวออกเป็นหมวดหมู่อยากคร่าวๆได้ โดยไม่สนว่าจะมีการใช้คำในการบันทึกอย่างไร ดังนั้นสัญลักษณ์เพียง 8 สัญลักษณ์จึงไม่สามารถที่จะพรรณนาเรื่องราวโดยละเอียดได้ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงอ่านได้ และหลักฐานทางโบราณคดีก็ไม่พบรอยสลักที่คล้ายกับปากว้าเลย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าสัญลักษณ์ปากว้าเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่บันทึกเรื่องราวอย่างคร่าวๆและพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ในการทำนายดวงชะตา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของอักษรจีน

 

สัญลักษณ์ในการบอกเรื่องราวของชนเผ่า

          หลังจากช่วงที่รัฐชาติจีนได้ถูกสถาปนาขึ้น ทางการได้พบหลักฐานเกี่ยวกับการบันทึกด้วยสัญลักษณ์นี้ที่มณฑลยูนนาน พบเป็นแผ่นไม้ที่มีรูปสลักเป็น 4 สัญลักษณ์ได้แก่ 1.ผู้แทนทั้ง 3 คน 2.พระจันทร์ 3.พบปะ 4.ผู้นำทั้ง 3 ระดับ  เมื่อตีความแล้วหมายความว่า “ผู้แทนทั้ง 3 ระดับที่ทางพวกท่านได้ส่งมาไปพบกับพวกเราแล้วในวันเพ็ญ โดยมีของกำนัลเป็นของกินของใช้ที่ทำขึ้นเองในหมู่บ้านมอบให้แก่ผู้นำทั้ง 3 ระดับ” ขึ้นสัญลักษณ์นี้ต้องอาศัยการตีความดังนั้นจึงไม่ใช่อักษรจีน

ความเกี่ยวข้องกันระหว่างตัวอักษรจีนและการบันทึกด้วยปากว้า

          สัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรมแม้ว่าจะไม่ใช่ตัวอักษร แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานในการพัฒนาตัวอักษรได้ แม้ว่ารูปสลักมีความซับซ้อนขึ้น  แต่เชิงความหมายในการตีความก็ยังไม่ลึกมากนัก

ความเกี่ยวข้องกันระหว่างตัวอักษรจีนและการบันทึกด้วยรูปภาพ

   

    การบันทึกรูปภาพมีความหมายที่ค่อนข้างจำกัด และการใช้งานจริงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบภายในชุมชนของตนเองเท่านั้น คนนอกชุมชนอาจจะไม่เข้าใจรูปภาพที่สื่อ และการบันทึกรูปภาพไม่เกี่ยวข้องกับการบันทึกเสียงพูดให้เป็นเชิงสัญลักษณ์เช่นตัวอักษร แม้ว่าการบันทึกเรื่องราวรูปภาพจะสามารถทำได้ การตีความหมายก็อาจจะชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง แต่ไม่สามารถอ่านออกมาให้เป็นเสียงอ่านได้ และความหมายนั้นไม่มีความตายตัว ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการบันทึกรูปภาพยังไม่ใช่ตัวอักษรนั่นเอง

          การบันทึกรูปภาพหลาย ๆ รูปอาจจะสามารถเรียบเรียงให้กลายเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการแกะสลักและการมัดปมเชือก ซึ่งวิธีการบันทึกต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีการบันทึกด้วยตัวอักษรจีน

 

 

ความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นและพัฒนาของตัวอักษรจีน

 

          เนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ยังไม่มากนัก ทำให้ทฤษฎีและการตีความเกี่ยวกับที่มาของตัวอักษรจีนของนักวิชาการหลายท่านจึงยังไม่ตรงกัน ดังนั้นหากต้องการที่จะสรุปที่มาของตัวอักษรจีนได้อย่างชัดเจนนั้น อาจจะต้องรอจนกว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีที่มากพอ

          แต่ความเป็นไปได้เบื้องต้นของการเกิดขึ้นของตัวอักษรจีนก็คือการบันทึกเรื่องราวรูปภาพ และการทำสัญลักษณ์เชิงนามธรรมที่เกิดขึ้น เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น สัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

การพัฒนาจากสัญลักษณ์จนกลายมาเป็นตัวอักษรจีน

 

          ประเทศจีนได้มีแนวคิดและการตีความเกี่ยวกับรูปภาพมานานแล้ว ชื่อในหนังสือ 《通志。六书略》 ที่เขียนขึ้นในสมัยซ่งได้อธิบายว่า รูปภาพและตัวหนังสือมีแหล่งกำเนิดมาจากที่เดียวกัน กล่าวคือ การวาดรูปในสมัยก่อนนั้นไม่ได้มีมิติของศิลปะเพียงอย่างเดียว แล้วตัวอักษรจีนเองก็มีความเป็นรูปภาพอยู่ในตัว จึงกล่าวได้ว่าตัวอักษรจีนเกิดจากการวาดภาพ ซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วไป

          ก่อนที่จะมีการพัฒนาเป็นตัวอักษรจีน ชาวจีนโบราณก็ได้มีการใช้การวาดภาพและใช้สัญลักษณ์ในการบอกต่อข่าวสารกันมานานแล้ว นานเข้าจึงทำให้รูปภาพเหล่านั้นถูกพัฒนาจนกลายเป็นตัวอักษรในที่สุด

 

     

  รูปภาพด้านบนยังมีความเป็นรูปภาพก็คือคนกำลังยิงกวาง แต่ภาพด้านล่างมีความเป็นตัวอักษรคือแยกเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความหมายอยากเป็นปัจเจกและตีความเป็นรูปประโยคได้ว่า กวาง(กรรม) ถูกยิง(กรรมวาจก) ด้วยคน เมื่อสัญลักษณ์ถูกซอยย่อยให้กลายเป็นคำมูล การกำเนิดขึ้นของตัวอักษรจีนจะมีแนวทางในการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น

          การแกะสลักรายการมัดปมเชือกปกติแล้วเป็นการใช้เพื่อบันทึกตัวเลขและเป็นการเตือนเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ก็พบว่ามีการบันทึกสัญลักษณ์ที่ไม่สอดคล้องกับความหมายอยู่มาก จึงทำให้เกิดการตีความยากลำบาก

 

          การเกิดขึ้นของสัญลักษณ์บอกตัวเลขในภาษาจีน 一 二  三 四五六七八十 แท้จริงแล้วอาจเกิดจาก รูปภาพที่วาดมาจากการมัดปมเชือก มาจากข้อและปมบนเชือกนั่นเอง   ก่อนที่สัญลักษณ์จะกลับมาเป็นตัวอักษร  การตีความยังสามารถตีความได้หลากหลาย และไม่มีเสียงอ่านที่ชัดเจน ซึ่งยังขาดคุณสมบัติหลักของตัวอักษร เมื่อใดที่ความหมายและเสียงอ่านของสัญลักษณ์นั้นตายตัว สัญลักษณ์จะกลายเป็นตัวอักษร

          ก่อนที่ตัวอักษรจีนจะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยพื้นฐานและปัจจัยต่างๆในสังคมมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นคำถามที่ถามว่าตัวอักษรจีนเกิดขึ้นเมื่อใด? จึงไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ถ้าถามว่าระบบการพัฒนาของตัวอักษรจีนเกิดขึ้นและสิ้นสุดเมื่อใด? และพัฒนาไปในรูปแบบใด? และเมื่อใดที่สัญลักษณ์มีเสียงอ่านตายตัว? คำถามพวกนี้อาจจะยังพอมีคำตอบได้ แต่ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเพียงการวิเคราะห์อย่างคร่าวๆเท่านั้น

 

          เมื่อมองจากประวัติศาสตร์ของโลกนี้ แหล่งอารยธรรมแรกๆของโลก เกิดขึ้นที่ แหล่งโบราณคดีของชาวซูเมอร์ อียิปต์โบราณ อินเดียโบราณ คริติโบราณ ตัวอักษรที่ถูกพัฒนาขึ้นล้วนเกิดในสมัยยุคหินใหม่ - ยุคเหล็ก  ซึ่งปลายสมัยยุคหินใหม่ได้เกิดการรวมตัวกันของชนเผ่าต่างๆดังนั้นการสื่อสารเป็นภาษาพูดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อไป ดังนั้นจึงทำให้เกิดการสื่อสารผ่านตัวอักษรขึ้น จากหลักฐานทางโบราณคดีปลายยุคหินใหม่ของประเทศจีนพบว่าสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องสังคโลกนั้นก็คืออักษรจีนในยุคเริ่มต้น

          แหล่งอารยธรรมโบราณปั้นโพห่างจากยุคสมัยปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6000 กว่าปีมาแล้ว  นายฉิวซี นักวิชาการชาวจีนกล่าวว่าสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่ในสมัยนั้นมีความหลากหลายซึ่งยังไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของตัวอักษร (ยกเว้นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกตัวเลข ) การเกิดขึ้นของสัญลักษณ์เหล่านั้นกับการเกิดขึ้นของอักษรจีนไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อกันและกัน แม้ว่ามีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอักษรจีนทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากตรรกะการสร้างสัญลักษณ์จากแหล่งอารยธรรมโบราณปั้นโพเท่านั้น

          ในขณะเดียวกันก็พบรูปสัญลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงอักษรจีนยุคแรกที่แหล่งอารยธรรมโบราณหยางเซา ซึ่งห่างจากสมัยปัจจุบันเป็นเวลา 4,500 บาทถึง 5000 ปี สัญลักษณ์เหล่านั้นกล่าวว่าเป็นต้นกำเนิดของอักษรจีนอย่างแท้จริง โดยสัญลักษณ์ที่ปรากฏนั้นปรากฏเป็นอักษรรูป ภูเขา ตรงกลางเป็นเมฆ ด้านบนเป็นพระอาทิตย์ รวมความหมายเป็น พระอาทิตย์ปรากฏอยู่ในเงาเมฆ สลับไปสลับมา ก็คืออักษรคำว่า 旦 แต่ก็มีนักวิชาการคัดค้านแนวคิดนี้ โดยกล่าวว่าสัญลักษณ์นี้ยังไม่ใช่ตัวอักษร เป็นเพียงการบันทึกเรื่องราวโดยใช้สัญลักษณ์เท่านั้น นายฉิวซีกล่าวว่าแม้ว่าสัญลักษณ์เหล่านี้อาจจะยังไม่ใช่ตัวอักษร แต่ก็ทำหน้าที่สื่อความหมายในลักษณะเดียวกันกับตัวอักษรแล้ว การที่จะสรุปว่าสัญลักษณ์ที่แหล่งอารยธรรมปั้นโพคือแหล่งกำเนิดของอักษรจีนหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนในขณะนี้ได้

          สำหรับระยะเวลาในการเกิดขึ้นของตัวอักษรจีนนั้น อ้างอิงมาจากการพัฒนาของตัวอักษรในสมัยปลายราชวงศ์ซาง อักษรที่ใช้ในสมัยราชวงศ์ซางได้ถูกพัฒนาจนสามารถระบุความหมายและเสียงที่ตายตัวแล้ว ถือว่าค่อนข้างมีความสมบูรณ์ในลักษณะของการเป็นตัวอักษร อักษรกระดองเต่าและอักษรจินเหวิน เมื่อเปรียบเทียบกับตัวอักษรของชนเผ่าในยุคสมัยก่อนหน้านี้ พบว่าอักษรกระดองเต่าและอักษรจินเหวิน  ถูกทำให้เขียนง่ายขึ้นแล้ว ในบางตัวอักษรเนื่องจากสัญลักษณ์ต้องถูกกำหนดตายตัวอยู่ในบรรทัดของการเขียนจึงทำให้ทิศทางเปลี่ยนไปบ้าง ดังนั้นเมื่อระบบอักษรในสมัยราชวงศ์ซางมีความสมบูรณ์แล้วก็หมายความว่าต้นกำเนิดของอักษรจีนน่าจะห่างจากสมัยซางพอสมควร

          แต่ในขณะเดียวกันอักษรในสมัยซางก็ยังพบร่องรอยของรูปสัญลักษณ์ที่เป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรจีนอยู่ อักษรบางตัวถูกปรับเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของภาษา และการเรียงตัวของตัวอักษรในประโยคบางครั้งอาจจะสลับไปสลับมาอยู่บ้าง ก็ทำให้เราคาดเดาว่าระยะห่างของการกำเนิดของตัวอักษรจีนจนถึงสมัยซางอาจจะไม่ได้ห่างกันมากนัก

          การเกิดขึ้นของระบบอักษรจีนที่สมบูรณ์ที่แท้จริงอาจจะอยู่ในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ซาง ประมาณศตวรรษที่ 17 ก่อนคริสตกาล

          ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฉินได้มีการรวบรวมตัวอักษรจีนแล้วจัดให้เป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนซึ่งการจัดหมวดหมู่ของตัวอักษรในสมัยนั้นถูกใช้ต่อเนื่องมาอีกหลายพันปีจนถึงปัจจุบัน

 

ความรู้เกี่ยวกับอักษรภาษาจีน

  1. ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของตัวอักษรภาษาจีน
    汉字的来源及其发展
  2. เส้นต่าง ๆ ในองค์ประกอบของอักษรจีน 汉字笔画
  3. ลำดับขีดในการเขียนอักษรจีน 汉字笔顺
  4. โครงสร้างของอักษรจีน 汉字的结构
  5. ส่วนประกอบของตัวอักษรจีน 汉字部首偏旁
  6. รูปแบบการสร้างอักษรจีนต่างๆ 汉字造字法
  7. ตัวอักษรจีนที่ใช้บ่อยพร้อม พัฒนาการของตัวอักษรแต่ละรูปแบบ ลำดับดับขีดและคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง常用汉字
    - อักษรจีนที่ใช้บ่อย A-H
    - อักษรจีนที่ใช้บ่อย J-R
    - อักษรจีนที่ใช้บ่อย S-Z
  8. ทฤษฏีการลดขีดจากตัวอักษรรูปเดิมเป็นอักษรลดรูป
    汉字简化规则
  9. ตัวอักษรจีนที่มีรูปร่างคล้ายกัน 形似字
  10. ตัวอักษรที่มีเสียงอ่านหลายเสียงและความหมาย 多音字
  11. อักษรต่างรูปของอักษรจีน 异体字
  12. คอลัมน์หยิบมาเล่า เรื่องราวอักษรจีน

การถอดเสียงภาษาจีนด้วย PINYIN (拼音)ตอนที่ 7

ฝึกอ่าน PINYIN

 

dì zǐ guī

zǒng xù

dì zǐ guī shèng rén xùn shǒu xiào tì cì jǐn xìn
fàn ài zhòng ér qīn rén yǒu yú lì zé xué wén

rù zé xiào

fù mǔ hū yìng wù huǎn fù mǔ mìng xíng wù lǎn
fù mǔ jiào xū jìng tīng fù mǔ zé xū shùn chéng
dōng zé wēn xià zé jìng chén zé xǐng hūn zé dìng
chū bì gù fǎn bì miàn jū yǒu cháng yè wú biàn
shì suī xiǎo wù shàn wéi gǒu shàn wéi zǐ dào kuī
wù suī xiǎo wù sī cáng gǒu sī cáng qīn xīn shāng
qīn suǒ hào lì wèi jù qīn suǒ wù jǐn wèi qù
shēn yǒu shāng yí qīn yōu dé yǒu shāng yí qīn xiū
qīn ài wǒ xiào hé nán qīn zēng wǒ xiào fāng xián
qīn yǒu guò jiàn shǐ gēng yí wú sè róu wú shēng
jiàn bú rù yuè fù jiàn háo qì suí tà wú yuàn
qīn yǒu jí yào xiān cháng zhòu yè shì bù lí chuáng
sāng sān nián cháng bēi yè jū chù biàn jiǔ ròu jué
sāng jìn lǐ jì jìn chéng shì sǐ zhě rú shì shēng

chū zé tì

xiōng dào yǒu dì dào gōng xiōng dì mù xiào zài zhōng
cái wù qīng yuàn hé shēng yán yǔ rěn fèn zì mǐn
huò yǐn shí huò zuò zǒu zhǎng zhě xiān yòu zhě hòu
zhǎng hū rén jí dài jiào rén bù zài jǐ jí dào
chēng zūn zhǎng wù hū míng duì zūn zhǎng wù xiàn néng
lù yù zhǎng jí qū yī zhǎng wú yán tuì gōng lì
qí xià mǎ chéng xià jū guò yóu dài bǎi bù yú
zhǎng zhě lì yòu wù zuò zhǎng zhě zuò mìng nǎi zuò
zūn zhǎng qián shēng yào dī dī bù wén què fēi yí
jìn bì qū tuì bì chí wèn qǐ duì shì wù yí
shì zhū fù rú shì fù shì zhū xiōng rú shì xiōng

jǐn

zhāo qǐ zǎo yè mián chí lǎo yì zhì xī cǐ shí
chén bì guàn jiān shù kǒu biàn niào huí zhé jìng shǒu
guān bì zhèng niǔ bì jié wà yǔ lǚ jù jǐn qiè
zhì guān fú yǒu dìng wèi wù luàn dùn zhì wū huì
yī guì jié bú guì huá shàng xún fèn xià chèn jiā
duì yǐn shí wù jiǎn zé shí shì kě wù guò zé
nián fāng shào wù yǐn jiǔ yǐn jiǔ zuì zuì wéi chǒu
bù cōng róng lì duān zhèng yī shēn yuán bài gōng jìng
wù jiàn yù wù bì yǐ wù jī jù wù yáo bì
huǎn jiē lián wù yǒu shēng kuān zhuǎn wān wù chù léng
zhí xū qì rú zhí yíng rù xū shì rú yǒu rén
shì wù máng máng duō cuò wù wèi nán wù qīng lüè
dòu nào chǎng jué wù jìn xié pì shì jué wù wèn
jiāng rù mén wèn shú cún jiāng shàng táng shēng bì yáng
rén wèn shuí duì yǐ míng wú yǔ wǒ bù fēn míng
yòng rén wù xū míng qiú tǎng bù wèn jí wéi tōu
jiè rén wù jí shí huán hòu yǒu jí jiè bù nán

xìn

fán chū yán xìn wéi xiān zhà yǔ wàng xī kě yān
huà shuō duō bù rú shǎo wéi qí shì wù nìng qiǎo
jiān qiǎo yǔ huì wū cí shì jǐng qì qiè jiè zhī
jiàn wèi zhēn wù qīng yán zhī wèi dì wù qīng chuán
shì fēi yí wù qīng nuò gǒu qīng nuò jìn tuì cuò
fán dào zì zhòng qiě shū wù jí jí wù mó hū
bǐ shuō cháng cǐ shuō duǎn bù guān jǐ mò xián guǎn
jiàn rén shàn jí sī qí zòng qù yuǎn yǐ jiàn jī
jiàn rén è jí nèi xǐng yǒu zé gǎi wú jiā jǐng
wéi dé xué wéi cái yì bù rú rén dāng zì lì
ruò yī fú ruò yǐn shí bù rú rén wù shēng qī
wén guò nù wén yù lè sǔn yǒu lái yì yǒu què
wén yù kǒng wén guò xīn zhí liàng shì jiàn xiāng qīn
wú xīn fēi míng wéi cuò yǒu xīn fēi míng wéi è
guò néng gǎi guī yú wú tǎng yǎn shì zēng yì gū

fàn ài zhòng

fán shì rén jiē xū ài tiān tóng fù dì tóng zài
xìng gāo zhě míng zì gāo rén suǒ zhòng fēi mào gāo
cái dà zhě wàng zì dà rén suǒ fú fēi yán dà
yǐ yǒu néng wù zì sī rén suǒ néng wù qīng zī
wù chǎn fù wù jiāo pín wù yàn gù wù xǐ xīn
rén bù xián wù shì jiǎo rén bù ān wù huà rǎo
rén yǒu duǎn qiè mò jiē rén yǒu sī qiè mò shuō
dào rén shàn jí shì shàn rén zhī zhī yù sī miǎn
yáng rén è jì shì è jí zhī shèn huò qiě zuò
shàn xiāng quàn dé jiē jiàn guò bù guī dào liǎng kuī
fán qǔ yǔ guì fēn xiǎo yǔ yí duō qǔ yí shǎo
jiāng jiā rén xiān wèn jǐ jǐ bú yù jí sù yǐ
ēn yù bào yuàn yù wàng bào yuàn duǎn bào ēn cháng
dài bì pú shēn guì duān suī guì duān cí ér kuān
shì fú rén xīn bù rán lǐ fú rén fāng wú yán

qīn rén

tóng shì rén lèi bù qí liú sú zhòng rén zhě xī
guǒ rén zhě rén duō wèi yán bú huì sè bú mèi
néng qīn rén wú xiàn hǎo dé rì jìn guò rì shǎo
bù qīn rén wú xiàn hài xiǎo rén jìn bǎi shì huài

yú lì xué wén

bú lì xíng dàn xué wén zhǎng fú huá chéng hé rén
dàn lì xíng bù xué wén rèn jǐ jiàn mèi lǐ zhēn
dú shū fǎ yǒu sān dào xīn yǎn kǒu xìn jiē yào
fāng dú cǐ wù mù bǐ cǐ wèi zhōng bǐ wù qǐ
kuān wéi xiàn jǐn yòng gōng gōng fū dào zhì sè tōng
xīn yǒu yí suí zhá jì jiù rén wèn qiú què yì
fáng shì qīng qiáng bì jìng jī àn jié bǐ yàn zhèng
mò mó piān xīn bù duān zì bú jìng xīn xiān bìng
liè diǎn jí yǒu dìng chù dú kàn bì huán yuán chù
suī yǒu jí juàn shù qí yǒu quē huài jiù bǔ zhī
fēi shèng shū bǐng wù shì bì cōng míng huài xīn zhì
wù zì bào wù zì qì shèng yǔ xián kě xún zhì

การถอดเสียงภาษาจีนด้วย PINYIN (拼音)ตอนที่ 5

B
/ v \
ba
bai bāi bái bǎi bài
ban bān bǎn bàn
bang bāng bǎng bàng
bao bāo báo bǎo bào
bei bēi běi bèi
ben bēn běn bèn
beng bēng béng běng bèng
bi
bian biān biǎn biàn
biao biāo biǎo biào
bie biē bié biě biè
bin bīn bìn
bing bīng bǐng bìng
bo
bu

 

P
/ v \
pa
pai pāi pái pǎi pài
pan pān pán pàn
pang pāng páng pǎng pàng
pao pāo páo pǎo pào
pei pēi péi pèi
pen pēn pén pèn
peng pēng péng pěng pèng
pi
pian piān pián piǎn piàn
piao piāo piáo piǎo piào
pie piē piě piè
pin pīn pín pǐn pìn
ping pīng píng
po
pou pōu póu pǒu
pu
M
/ v \
ma
mai mái mǎi mài
man mān mán mǎn màn
mang māng máng mǎng
mao māo máo mǎo mào
me me
mei méi měi mèi
men mēn mén mèn men
meng mēng méng měng mèng
mi
mian mián miǎn miàn
miao miāo miáo miǎo miào
mie miē miè
min mín mǐn
ming míng mǐng mìng
miu miù
mo
mou mōu móu mǒu
mu
F
/ v \
fa
fan fān fán fǎn fàn
fang fāng fáng fǎng fang
fei fēi féi fěi fèi
fen fēn fén fěn fèn
feng fēng féng fěng fèng
fo
fou fǒu
fu

 

D
/ v \
da
dai dāi dǎi dài
dan dān dǎn dàn
dang dāng dǎng dàng
dao dāo dáo dǎo dào
de
dei dēi děi
den dèn
deng dēng děng dèng
di
dian diān diǎn diàn
diao diāo diǎo diào
die diē dié
ding dīng dǐng dìng
diu diū
dong dōng dǒng dòng
dou dōu dǒu dòu
du
duan duān duǎn duàn
dui duī duì
dun dūn dǔn dùn
duo duō duó duǒ duò
T
/ v \
ta
tai tāi tái tǎi tài
tan tān tán tǎn tàn
tang tāng táng tǎng tang
tao tāo táo tǎo tào
te
teng tēng téng
ti
tian tiān tián tiǎn tiàn
tiao tiāo tiáo tiǎo tiào
tie tiē tiě tiè
ting tīng tíng tǐng tìng
tong tōng tóng tǒng tong
tou tōu tóu tǒu tòu
tu
tuan tuān tuán tuǎn tuàn
tui tuī tuí tuǐ tuì
tun tūn tún tǔn tùn
tuo tuō tuó tuǒ tuò
N
/ v \
na
nai nǎi nài
nan nān nán nǎn nàn
nang nāng náng nǎng nàng
nao nāo náo nǎo nào
ne
nei něi nèi
nen nèn
neng néng
ni
nian niān nián niǎn niàn
niang niáng niàng
niao niǎo niào
nie niē nié niè
nin nín
ning níng nǐng nìng
niu niū niú niǔ niù
nong nóng nòng
nou nòu
nu
nuan nuǎn
nun nún
nuo nuó nuò
nüe nüè
L
/ v \
la
lai lái lài
lan lán lǎn làn
lang lāng láng lǎng làng
lao lāo láo lǎo lào
le
lei lēi léi lěi lèi
leng lēng léng lěng lèng
li
lia liǎ
lian lián liǎn liàn
liang liáng liǎng liàng
liao liāo liáo liǎo liào
lie liē liě liè
lin līn lín lǐn lìn
ling līng líng lǐng lìng
liu liū liú liǔ liù
lo lo
long lōng lóng lǒng lòng
lou lōu lóu lǒu lòu
lu
luan luán luǎn luàn
lun lūn lún lǔn lùn
luo luō luó luǒ luò
lüe lüè
G
/ v \
ga
gai gāi gǎi gài
gan gān gǎn gàn
gang gāng gǎng gàng
gao gāo gǎo gào
ge
gei gěi
gen gēn gén gěn gèn
geng gēng gěng gèng
gong gōng gǒng gong
gou gōu gǒu gòu
gu
gua guā guǎ guà
guai guāi guǎi guài
guan guān guǎn guàn
guang guāng guǎng guàng
gui guī guǐ guì
gun gǔn gùn
guo guō guó guǒ guò
K
/ v \
ka
kai kāi kǎi kài
kan kān kǎn kàn
kang kāng káng kàng
kao kāo kǎo kào
ke
ken kěn kèn
keng kēng
kong kōng kǒng kòng
kou kōu kǒu kòu
ku
kua kuā kuǎ kuà
kuai kuǎi kuài
kuan kuān kuǎn
kuang kuāng kuáng kuǎng kuàng
kui kuī kuí kuǐ kuì
kun kūn kǔn kùn
kuo kuò
H
/ v \
ha
hai hāi hái hǎi hài
han hān hán hǎn hàn
hang hāng háng hàng
hao hāo háo hǎo hào
he
hei hēi
hen hén hěn hèn
heng hēng héng hèng
hong hōng hóng hǒng hòng
hou hōu hóu hǒu hòu
hu
hua huā huá huà
huai huái huài
huan huān huán huǎn huàn
huang huāng huáng huǎng huàng
hui huī huí huǐ huì
hun hūn hún hùn
huo huō huó huǒ huò
J
/ v \
ji
jia jiā jiá jiǎ jià
jian jiān jiǎn jiàn
jiang jiāng jiǎng jiàng
jiao jiāo jiáo jiǎo jiào
jie jiē jié jiě jiè
jin jīn jǐn jìn
jing jīng jǐng jìng
jiong jiōng jiǒng
jiu jiū jiǔ jiù
ju
juan juān juǎn juàn
jue juē jué juě juè
jun jūn jùn
Q
/ v \
qi
qia qiā qiá qiǎ qià
qian qiān qián qiǎn qiàn
qiang qiāng qiáng qiǎng qiàng
qiao qiāo qiáo qiǎo qiào
qie qiē qié qiě qiè
qin qīn qín qǐn qìn
qing qīng qíng qǐng qìng
qiong qióng
qiu qiū qiú qiǔ
qu
quan quān quán quǎn quàn
que quē qué què
qun qūn qún
X
/ v \
xi
xia xiā xiá xià
xian xiān xián xiǎn xiàn
xiang xiāng xiáng xiǎng xiàng
xiao xiāo xiáo xiǎo xiào
xie xiē xié xiě xiè
xin xīn xín xǐn xìn
xing xīng xíng xǐng xìng
xiong xiōng xióng xiòng
xiu xiū xiǔ xiù
xu
xuan xuān xuán xuǎn xuàn
xue xuē xué xuě xuè
xun xūn xún xùn
Z
/ v \
za
zai zāi zǎi zài
zan zān zán zǎn zàn
zang zāng zǎng zàng
zao zāo záo zǎo zào
ze
zei zéi
zen zěn zèn
zeng zēng zèng
zi
zong zōng zǒng zòng
zou zōu zǒu zòu
zu
zuan zuān zuǎn zuàn
zui zuī zuí zuǐ zuì
zun zūn zǔn zùn
zuo zuō zuó zuǒ zuò
C
/ v \
ca
cai cāi cái cǎi cài
can cān cán cǎn càn
cang cāng cáng
cao cāo cáo cǎo cào
ce
cen cēn cén
ceng cēng céng cèng
ci
cong cōng cóng
cou còu
cu
cuan cuān cuán cuàn
cui cuī cuǐ cuì
cun cūn cún cǔn cùn
cuo cuō cuó cuǒ cuò
S
/ v \
sa
sai sāi sài
san sān sǎn sàn
sang sāng sǎng sàng
sao sāo sǎo sào
se
sen sēn
seng sēng
si
song sōng sóng sǒng sòng
sou sōu sǒu sòu
su
suan suān suàn
sui suī suí suǐ suì
sun sūn sùn
suo suō suǒ
Zh
/ v \
zha zhā zhá zhǎ zhà
zhai zhāi zhái zhǎi zhài
zhan zhān zhǎn zhàn
zhang zhāng zhǎng zhàng
zhao zhāo zháo zhào
zhe zhē zhé zhě zhè
zhei zhèi
zhen zhēn zhěn zhèn
zheng zhēng zhěng zhèng
zhi zhī zhí zhǐ zhì
zhong zhōng zhǒng zhòng
zhou zhōu zhóu zhǒu zhòu
zhu zhū zhú zhǔ zhù
zhua zhuā zhuǎ
zhuai zhuāi zhuǎi zhuài
zhuan zhuān zhuǎn zhuàn
zhuang zhuāng zhuǎng zhuàng
zhui zhuī zhuì
zhun zhūn zhǔn
zhuo zhuō zhuó
Ch
/ v \
cha chā chá chǎ chà
chai chāi chái chǎi chài
chan chān chán chǎn chàn
chang chāng cháng chǎng chàng
chao chāo cháo chǎo chào
che chē chě chè
chen chēn chén chěn chèn
cheng chēng chéng chěng chèng
chi chī chí chǐ chì
chong chōng chóng chǒng chòng
chou chōu chòu
chu chū chú chǔ chù
chua chuā
chuai chuāi chuái chuǎi chuài
chuan chuān chuán chuǎn chuàn
chuang chuāng chuáng chuǎng chuàng
chui chuī chuí
chun chūn chún chǔn
chuo chuō chuò
Sh
/ v \
sha shā shá shǎ shà
shai shāi shǎi shài
shan shān shǎn shàn
shang shāng shǎng shàng
shao shāo sháo shǎo shào
she shē shé shě shè
shei shéi
shen shēn shén shěn shèn
sheng shēng shéng shěng shèng
shi shī shí shǐ shì
shou shōu shóu shǒu shòu
shu shū shú shǔ shù
shua shuā shuǎ shuà
shuai shuāi shuǎi shuài
shuan shuān shuàn
shuang shuāng shuǎng
shui shuí shuǐ shuì
shun shǔn shùn
shuo shuō shuò
R
/ v \
ran rán rǎn ràn
rang rāng ráng rǎng rang
rao ráo rǎo rào
re
ren rén rěn rèn
reng rēng réng
ri
rong róng rǒng
rou róu ròu
ru
ruan ruán ruǎn
rui ruí ruǐ ruì
run rún rùn
ruo ruó ruò
เสียงสระที่ไม่มีพยัญชนะต้น
/ v \
a ā á ǎ à
ai āi ái ǎi ài
an ān ǎn àn
ang āng áng àng
ao āo áo ǎo ào
ou ōu óu ǒu òu
e ē é ě è
ei éi
en ēn èn
er ér ěr èr
ya
yan yān yán yǎn yàn
yang yāng yáng yǎng yàng
yao yāo yáo yǎo yào
ye
yi
yin yīn yín yǐn yìn
ying yīng yíng yǐng yìng
yong yōng yóng yǒng yòng
you yōu yóu yǒu yòu
yu
yuan yuān yuán yuǎn yuàn
yue yuē yuě yuè
yun yūn yún yǔn yùn
wa
wai wāi wái wǎi wài
wan wān wán wǎn wàn
wang wāng wáng wǎng wàng
wei wēi wéi wěi wèi
wen wēn wén wěn wèn
weng wēng wěng wèng
wo
wu

การถอดเสียงภาษาจีนด้วย PINYIN (拼音)ตอนที่ 6

เกณฑ์การเขียน Pinyin

1.พยางค์ i ที่ไม่มีพยัญชนะต้น จะต้องใช้ Y เป็นพยัญชนะต้น

เช่น yi(衣)、yɑ(呀)、ye (耶)、yɑo(腰)、you(忧)、yɑn(烟)、yin(因)、yɑnɡ(央)、yinɡ(英)、yonɡ(雍)。

 

2.พยางค์ u ที่ไม่มีพยัญชนะต้น จะต้องใช้ W เป็นพยัญชนะต้น

เช่น wu(乌)、wɑ(蛙)、wo(窝)、wɑi(歪)、wei(威)、wɑn(弯)、wen(温)、wɑnɡ(汪)、wenɡ(翁)

 

3.พยางค์ ü ที่ไม่มีพยัญชนะต้น จะต้องเขียนเป็น Yu เช่น yu(迂)、yue(约)、yuɑn(冤)、yun(晕)

4. เสียง iou / uei / uen จะต้องเขียนลดรูปเป็น iu / ui / un เช่น Niú(牛)/ Guī(归)/ Lùn(论)หากไม่มีเสียงพยัญชนะต้น จะเขียนเป็น you / wei / wen

 

5.เมื่อ ü ผสมกับ j / q / x / จะลดรูปเหลือแค่ u
เช่น  居、屈、虚 = jū, qū, xū ไม่สามารถเขียนเป็น jü / qü / xü
แต่ถ้าผสมกับ  n / l จำเป็นต้องรักษารูป ü ไว้ เช่น  女、吕 เขียนเป็น nǚ lǚ ไม่สามรถลดรูปเขียนเหลือ nǔ  / lǔ

 

6. j / q / x  ไม่สามารถผสมเสียงกับ u ได้ (คนละอันกับ ü)

 

7.สัญลักษณ์ วรรณยุกต์กำกับเสียง จะเขียนไว้บน สระ เท่านั้น

เมื่อสระในพยางค์เป็นสระเดี่ยว เครื่องหมายวรรณยุกต์จะใส่ไว้บนสระตัวนี้ เช่น bā mā

หากบนสระ i มีเครื่องหมาขวรรณยุกต์ ต้องลบจุดบน i ออก เช่น nǐ dì  ในกรณีที่สระ

ในพยางค์มีสองตัวหรือหลายตัว ให้ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ไว้บนสระตัวหลักที่ออกเสียงก้องที่สุด) เช่น bǎi hǎo

โดยมีหลักการจำดังนี้
- สระเดี่ยวใส่บนนั้น
- มี a ให้ใส่บน a
- ไม่มี a จะใส่บน o หรือ e
- i และ u ที่เขียนติดกันให้ใส่ตัวหลัง 秋qiū / 吹chuī

8.การเขียนยึดเอาคำมาแบ่งเว้นวรรค 1 คำหากมี 2 พยางค์ต้องเขียนติดกัน
เช่น rén(人)、pǎo(跑)、pénɡyou(朋友)、yuèdú(阅读)、dànshì(但是)、fēichánɡ(非常)、  diànshì(电视)

หากเป็นคำที่เป็นคำรวมแล้วเกิดเป็นคอนเซปต์ของความหมายอื่น ๆ ให้เขียนติดกัน
เช่น ɡānɡtiě(钢铁)、hónɡqí(红旗)、duìbuqǐ(对不起)、chīdexiāo(吃得消)

คำนามประสมที่ค่อนข้างยาวให้ยึดเอาคำย่อยในการแบ่ง
เช่น
Jīngtǐguǎn gōnglǜ fàngdàqì(晶体管功率放大器)
Zhōnghuá Rénmín Gònghéguó(中华人民共和国)
Zhōngguó Shèhuì Kēxuéyuàn(中国社会科学院)
Yánjiūshēngyuàn(研究生院)
hóngshízìhuì(红十字会)
yúxīngcǎosù(鱼腥草素)
gǔshēngwùxuéjiā(古生物学家)

 

9.คำในรูปซ้ำให้เขียนติดกัน
เช่น  rénrén(人人) niánnián(年年) kànkàn(看看) shūoshuo(说说) dàdà(大大) hónghóng de(红红的) gègè(个个) tiáotiáo(条条) Yánjiū Yánjiū(研究研究) Chángshi Chángshi(尝试尝试) Xuěbái Xuěbái(雪白雪白) Tōnghóng Tōnghóng(通红通红)

 

10.คำซ้ำ แบบ AABB ให้เขียน - ขั้นกลาง
เช่น
Láilai-wǎngwǎng(来来往往)
Shūoshuo-xiàoxiào(说说笑笑)
Qīngqīng-chǔchǔ(清清楚楚)
Wānwān-qūqū(弯弯曲曲)
jiājiā-hùhù(家家户户)
qiānqiān-wànwàn(千千万万)

 

11.คำนามที่มีคำอุปสรรคหน้า(副、总、非、反、超、老、阿、可、无等) - หลัง (子、儿、头、性、者、员、家、手、化、们)ให้เขียนติดกัน
เช่น
fùbùzhǎng(副部长) zǒnggōngchéngshī(总工程师)fēijīnshǔ(非金属) fǎndàndào dàodàn(反弹道导弹)chāoshēngbō(超声波) fēiyèwù rényuán(非业务人员)zhuo(2)zi(桌子) mùtou(木头)chéngwùyuán(乘务员) yìshùjiā(艺术家)kēxuéxìng(科学性) xiàndàihuà(现代化)háizimen(孩子们) tuōlājīshǒu(拖拉机手)

 

12.คำนามที่มีคำบอกตำแหน่งต่อท้าย ให้เขียนแยกกัน
เช่น
shān shàng(山上) shù xià(树下)mén wài(门外)mén wàimiàn(门外面)hé li(河里) hé limiàn(河里面)huǎchē shàngmiàn(火车上面)xuéxiào pángbiān(学校旁边)Yǎngdìng Hé shàng(永定河上)Huáng Hé yǐnán(黄河以南)

แต่คำที่เกิดเป็นคำใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักการของคำบอกตำแหน่งแล้วให้เขียนติดกัน
Tiānshang(天上) dìxia(地下)Kōngzhōng(空中) hǎiwài(海外)

 

13. ชื่อกับแซ่ ให้เขียนแยกกัน  โดยใช้อักษรตัวใหญ่เขียนทั้งคู่ เช่น
Lǐ Huá(李华) Wáng Jiànguó(王建国)Dōngfāng Shuò(东方朔) Zhūgě Kǒngmíng(诸葛孔明)Lǔ Xùn(鲁迅) Méi Lánfāng(梅兰芳)Zhāng Sān(张三) Wáng Mázi(王麻子)

 

14.แซ่กับตำแหน่ง ให้เขียนแยกกัน แซ่ ให้เขียนตัวใหญ่ ส่วนตำแหน่งเริ่มด้วยอักษรตัวเล็ก
เช่น
Wáng bùzhǎng(王部长) Tián zhǔrèn(田主任)Lǐ xiānsheng(李先生) Zhào tóngzhì(赵同志)

15.คำอุปสรรคนำหน้าแซ่ “老”、“小”、“大”、“阿” ให้เขียนแยก และเขียนตัวใหญ่ทั้งคู่ เช่น
Xiǎo Liú(小刘) Lǎo Qián(老钱)Dà Lǐ(大李) ā Sān(阿三)
หากกลายเป็นคำเฉพาะไปแล้ว ให้เขียนติดกัน ขึ้นด้วยตัวใหญ่
Kǒngzǐ(孔子) Bāogōng(包公)Xīshī(西施) Mèngchángjūn(孟尝君)

 

16.ชื่อสถานที่ที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้เขียนชื่อกับระดับของสถานที่แยกกัน เริ่มด้วยตัวใหญ่ทั้งคู่
เช่น
Běijīng Shì(北京市)Héběi Shěng(河北省)Yālù Jiāng(鸭绿江)Tài Shān(泰山)Dòngtíng Hú(洞庭湖)Táiwān Hǎixiá(台湾海峡)

17.ชื่อสถานที่ระดับตำบล หมู่บ้าน หรือ รวมกับคำนามอื่น ๆ เช่น สะพาน ร้านค้า ให้เขียนติดกัน
เช่น
Wángcūn(王村) Jiǔxiānqiáo(酒仙桥)Zhōukǒudiàn(周口店) Sāntányìnyuè(三潭印月)

18.ชื่อชาวต่างชาติให้ใช้วิธีการเขียนแบบสากล ไม่ต้องเป็นเสียงที่ถอดจากอักษรจีน ให้ใช้ชื่อที่เจ้าของชื่อใช้ เช่น
Ulanhu(乌兰夫) Akutagawa Ryunosuke(芥川龙之介)Ngapoi Ngawang Jigme(阿沛-阿旺晋美)Marx(马克思)Darwin(达尔文)Newton(牛顿)Einstein(爱因斯坦)Urumqi(乌鲁木齐)Hohhot(呼和浩特)Lhasa(拉萨)London(伦敦)Paris(巴黎)Washington(华盛顿)Tokyo(东京)

คำทับศัพท์ที่เป็นภาษาจีนแล้วให้เขียนติดกัน เช่น Fēizhōu(非洲) Nánmēi(南美)Déguó(德国) Dōngnányà(东南亚)

 

19.คำกริยา + คำช่วยให้เขียนติดกัน

Kànzhe(看着) jìnxíngzhe(进行着)Kànle(看了) jìnxíngle(进行了)Kànguo(看过) jìnxíngguo(进行过)

20. 了 ท้ายประโยคให้เขียนแยก เช่น Huǒchē dào le(火车到了。)

 

21.คำกริยา + กรรม ให้เขียนแยกกัน

Kàn xìn(看信) chī yú(吃鱼)Kāi wánxiào(开玩笑) jiànchéng(建成)Huàwéi(化为) dàngzuò(当做)Zǒu jìnlai(走进来) zhěnglǐ hǎo(整理好)jiànshè chéng(建设成) gǎixiě wéi(改写为)

 

22.คำคุณศัพท์ที่ซ้ำปละไม่ซ้ำคำ ให้เขียนติดกัน

Mēngmēngliàng(蒙蒙亮)Liàngtángtáng(亮堂堂)

 

23.คำคุณศัพท์กับคำขายด้านหลังจำพวก “些”、“一些”、“点儿”、“一点儿” ให้เขียนแยกกัน

dà xiē(大些) dà yīxiē(大一些)kuài diǎnr(快点儿) kuài yīdiǎnr(快一点儿)

 

24.คำสรรพนาม
24.1 คำบอกจำนวนพหูพจน์ให้เขียนติดกัน เช่น Wǒmen(我们) tāmen(他们)

24.2 คำสรรพนามบอกสถานที่และปฤจฉาสรรพนามให้เขียนแยก
zhè rén(这人) nà cì huìyì(那次会议)zhè zhī chuán(这只船)nǎ zhāng bàozhǐ(哪张报纸)“这”、“那”、“哪”和“些”、“么”、“样”、“般”、“里”、“边”、“会儿”、“个”,连写。zhèxiē(这些) zhème(这么)nàyàng(那样) zhèbān(这般)nàlǐ(那里) nǎlǐ(哪里)zhèbiān(这边) zhèhuìr(这会儿)zhège(这个) zhèmeyàng(这么样)

24.3 คำสรรพนามกับคำศัพท์ด้านหลังให้เขียนติดกัน เช่น
gè guó(各国) gè gè(各个)gè rén(各人) gè xuékē(各学科)měi nián(每年) měi cì(每次)mǒu rén(某人) mǒu gōngchǎng(某工厂)běn shì(本市) běn bùméng(本部门)gāi kān(该刊) gai gōngsì(该公司)wǒ xiào(我校) nǐ dānwèi(你单位)

 

25.ตัวเลขกับคำลักษณนาม

25.1 ตัวเลขตั้งแต่ 11 - 99 ให้เขียนติดกัน shíyī(十一) shíwǔ(十五)sānshísān(三十三) jiǔshíjiǔ(九十九)

25.2 ให้เขียนแยกหน่วยของเลขแต่ละหลัก jiǔyì ling qīwàn èrqiān sānbǎi wǔshíliù(九亿零七万二千三百五十六)liùshisān yì qīqiān èrbǎi liùshíbā wàn siqiān ling jiǔshíwǔ(六十三亿七千二百六十八万四千零九十五)

25.3 คำบอกลำดับ ให้ใช่ - ขั้นกลาง เช่น dì-yī(第一) dì-shísān(第十三)dì-èrshíbā(第二十八) dì-sānbǎi wǔshíliù(第三百五十六)

25.4 ตัวเลขกับลักษณนามให้เขียนแยกกัน
เช่น liǎng gè rén(两个人) yī dà wǎn fàn(一大碗饭)liǎng jiān bǎn wūzi(两间半屋子) wǔshísān réncì(五十三人次)表示约数的“多”、“来”、“几”和数词、量词分写。yībǎi duō gè(一百多个) shí lái wàn rén(十来万人)jǐ jiā rén(几家人) jǐ tiān gōngfu(几天工夫)“十几”、“几十”连写。shíjǐ gè rén(十几个人) jǐshí gēn gāngguǎn(几十根钢管)

 

 

26.คำที่ไม่ใช่คำประเภทเดียวกัน ให้เขียนแยกกัน

26.1 คำวิเศษณ์ + คำประเภทอื่น  hěn hǎo(很好) dōu lái(都来)gèng měi(更美) zuì dà(最大)bù lái(不来)yīng bù yīnggāi(应不应该) gānggāng zǒu(刚刚走)fēicháng kuài(非常快) shífēn gǎndòng(十分感动)

26.2 คำบุพบท + คำประเภทอื่น zài qiánmiàn(在前面) xiàng dōngbiān qù(向东边去)wèi rénmín fúwù(为人民服务) cóng zuótiān qǐ(从昨天起)shēng yú 1940 nián(生于1940年) guānyú zhègè wèntí(关于这个问题)

26.3 คำสันธาน + คำประเภทอื่น gōngrén hé nóngmín(工人和农民) bùdàn kuài érqiě hǎo(不但快而且好)guāngróng ér jiānjù(光荣而艰巨) Nǐ lái háishì bù lái?(你来还是不来?)

 

27.คำช่วยให้เขียนแยก
dàdì de nǚér(大地的女儿)Zhè shì wǒ de shū.(这是我的书。)Wǒmen guòzhe xìngfú de shēnghuó.(我们过着幸福的生活。)Shāngdiàn li bǎimǎnle chī de,chuān de,yòng de.(商店里摆满了吃的、穿的、用的。)mài qīngcài luóbo de(卖青菜萝卜的)Tā zài dàjiē shàng mànman de zǒu.(他在大街上慢慢地走。)Tǎnbái de gàosu nǐ ba.(坦白告诉你吧。)Tā yī bù yī gè jiǎoyìnr de gōngzuòzhe.(他一步一个脚印儿地工作着。)Shàonián zhī jiā(少年之家)zuì fādá de guójiā zhī yī(最发达的国家之一)

 

28.คำช่วยนำเสียง ให้เขียนแยก

Nǐ zhīdao ma?(你知道吗?)Zěnme hái bù lái a?(怎么还不来啊?)Kuài qù ba!(快去吧!)Tā shì bù huì lái de.(他是不会来的。)

 

29.คำอุทาน ให้เขียนแยก

A!Zhēn měi!(啊!真美!)Ng,nǐ shuō shénme?(嗯,你说什么?)Hm,zǒuzhe qiáo ba!(哼,走着瞧吧!)

 

30.คำเลียนเสียง ให้เขียนแยกตามพยางค์
Pa!(啪!) huahua(哗哗)Jiji-zhazha(叽叽喳喳)“honglong”yī shēng(“轰隆”一声)Dà gōngjī wo-wo-ti.(大公鸡喔喔啼。)“Du—”qìdí xiǎng le.(“嘟—”汽笛响了。)

31.คำสุภาษิต
31.1 หากแยกเป็น 2 คำได้ ให้ใช้ - ตรงกลาง เช่น céngchū-bùqióng(层出不穷) fēngpíng-làngjìng(风平浪静)àizēng-fēngmíng(爱憎分明) shuǐdào-qúchéng(水到渠成)yángyáng-dàguān(洋洋大观) píngfēn-qiūsè(平分秋色)guāngmíng-lěiluò(光明磊落) diānsān-dǎosì(颠三倒四)

31.2 หากแยกไม่ได้ให้เขียนติดกัน เช่น bùyìlèhū(不亦乐乎) zǒngéryánzhī(总而言之)àimònéngzhù(爱莫能助) yīyīdàishuǐ(一衣带水)húlihútu(糊里糊涂) hēibuliūqiū(黑不溜秋)diàoérlángdāng(吊儿郎当)

 

32.การใช้อักษรตัวใหญ่

32.1 พยางค์ขึ้นต้นประโยคหรือต้นบทกลอน ให้เขียนตัวใหญ่

32.2 คำนามเฉพาะให้เขียนตัวใหญ่ขึ้นต้น
Běijīng(北京) Chángchéng(长城) Qīngmíng(清明)由几个词组成的专有名词,每个词的第一个字母大写。Guójì Shūdiàn(国际书店)Hépíng Bīngguǎn(和平宾馆)Guāngmíng Rìbào(光明日报)

32.3 คำนามเฉพาะ + คำทั่วไป ให้เขียนติดกัน ข้างหน้าตัวใหญ่
Zhōngguórén(中国人)Míngshǐ(明史)Guǎngdōnghuà(广东话)已经转化为普通名词的,第一个字母小写。Guǎnggān(广柑) zhōngshānfú(中山服)Chuānxiōng(川芎) zàngqīngguǒ(藏青果)

33.การย้ายบรรทัด ให้ยึดพยางค์มาแยก และมี - ขั้นกลาง เขียนตัวเล็ก
guāng-míng(光明) ห้ามเขียนเป็น “gu-āngmíng”

 

34.คำที่มีการผันเสียง ไม่ต้องเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ ให้ใส่วรรณยุกต์เดิม ยกเว้นต้องการสื่อเสียงอ่านจริงของคำหรือวลีหรือประโยคนั้น เป็นกรณีไป

yī jià(一架) yī tiān(一天) yī tóu(一头)yī wǎn(一碗) qīwàn(七万) qī běn(七本)bā gè(八个) qīshàng-bāxià(七上八下)bù qù(不去) bù duì(不对) bùzhìyú(不至于)

การถอดเสียงภาษาจีนด้วย PINYIN (拼音)ตอนที่ 6

เกณฑ์การเขียน Pinyin

1.พยางค์ i ที่ไม่มีพยัญชนะต้น จะต้องใช้ Y เป็นพยัญชนะต้น

เช่น yi(衣)、yɑ(呀)、ye (耶)、yɑo(腰)、you(忧)、yɑn(烟)、yin(因)、yɑnɡ(央)、yinɡ(英)、yonɡ(雍)。

 

2.พยางค์ u ที่ไม่มีพยัญชนะต้น จะต้องใช้ W เป็นพยัญชนะต้น

เช่น wu(乌)、wɑ(蛙)、wo(窝)、wɑi(歪)、wei(威)、wɑn(弯)、wen(温)、wɑnɡ(汪)、wenɡ(翁)

 

3.พยางค์ ü ที่ไม่มีพยัญชนะต้น จะต้องเขียนเป็น Yu เช่น yu(迂)、yue(约)、yuɑn(冤)、yun(晕)

4. เสียง iou / uei / uen จะต้องเขียนลดรูปเป็น iu / ui / un เช่น Niú(牛)/ Guī(归)/ Lùn(论)หากไม่มีเสียงพยัญชนะต้น จะเขียนเป็น you / wei / wen

 

5.เมื่อ ü ผสมกับ j / q / x / จะลดรูปเหลือแค่ u
เช่น  居、屈、虚 = jū, qū, xū ไม่สามารถเขียนเป็น jü / qü / xü
แต่ถ้าผสมกับ  n / l จำเป็นต้องรักษารูป ü ไว้ เช่น  女、吕 เขียนเป็น nǚ lǚ ไม่สามรถลดรูปเขียนเหลือ nǔ  / lǔ

 

6. j / q / x  ไม่สามารถผสมเสียงกับ u ได้ (คนละอันกับ ü)

 

7.สัญลักษณ์ วรรณยุกต์กำกับเสียง จะเขียนไว้บน สระ เท่านั้น

เมื่อสระในพยางค์เป็นสระเดี่ยว เครื่องหมายวรรณยุกต์จะใส่ไว้บนสระตัวนี้ เช่น bā mā

หากบนสระ i มีเครื่องหมาขวรรณยุกต์ ต้องลบจุดบน i ออก เช่น nǐ dì  ในกรณีที่สระ

ในพยางค์มีสองตัวหรือหลายตัว ให้ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ไว้บนสระตัวหลักที่ออกเสียงก้องที่สุด) เช่น bǎi hǎo

โดยมีหลักการจำดังนี้
- สระเดี่ยวใส่บนนั้น
- มี a ให้ใส่บน a
- ไม่มี a จะใส่บน o หรือ e
- i และ u ที่เขียนติดกันให้ใส่ตัวหลัง 秋qiū / 吹chuī

8.การเขียนยึดเอาคำมาแบ่งเว้นวรรค 1 คำหากมี 2 พยางค์ต้องเขียนติดกัน
เช่น rén(人)、pǎo(跑)、pénɡyou(朋友)、yuèdú(阅读)、dànshì(但是)、fēichánɡ(非常)、  diànshì(电视)

หากเป็นคำที่เป็นคำรวมแล้วเกิดเป็นคอนเซปต์ของความหมายอื่น ๆ ให้เขียนติดกัน
เช่น ɡānɡtiě(钢铁)、hónɡqí(红旗)、duìbuqǐ(对不起)、chīdexiāo(吃得消)

คำนามประสมที่ค่อนข้างยาวให้ยึดเอาคำย่อยในการแบ่ง
เช่น
Jīngtǐguǎn gōnglǜ fàngdàqì(晶体管功率放大器)
Zhōnghuá Rénmín Gònghéguó(中华人民共和国)
Zhōngguó Shèhuì Kēxuéyuàn(中国社会科学院)
Yánjiūshēngyuàn(研究生院)
hóngshízìhuì(红十字会)
yúxīngcǎosù(鱼腥草素)
gǔshēngwùxuéjiā(古生物学家)

 

9.คำในรูปซ้ำให้เขียนติดกัน
เช่น  rénrén(人人) niánnián(年年) kànkàn(看看) shūoshuo(说说) dàdà(大大) hónghóng de(红红的) gègè(个个) tiáotiáo(条条) Yánjiū Yánjiū(研究研究) Chángshi Chángshi(尝试尝试) Xuěbái Xuěbái(雪白雪白) Tōnghóng Tōnghóng(通红通红)

 

10.คำซ้ำ แบบ AABB ให้เขียน - ขั้นกลาง
เช่น
Láilai-wǎngwǎng(来来往往)
Shūoshuo-xiàoxiào(说说笑笑)
Qīngqīng-chǔchǔ(清清楚楚)
Wānwān-qūqū(弯弯曲曲)
jiājiā-hùhù(家家户户)
qiānqiān-wànwàn(千千万万)

 

11.คำนามที่มีคำอุปสรรคหน้า(副、总、非、反、超、老、阿、可、无等) - หลัง (子、儿、头、性、者、员、家、手、化、们)ให้เขียนติดกัน
เช่น
fùbùzhǎng(副部长) zǒnggōngchéngshī(总工程师)fēijīnshǔ(非金属) fǎndàndào dàodàn(反弹道导弹)chāoshēngbō(超声波) fēiyèwù rényuán(非业务人员)zhuo(2)zi(桌子) mùtou(木头)chéngwùyuán(乘务员) yìshùjiā(艺术家)kēxuéxìng(科学性) xiàndàihuà(现代化)háizimen(孩子们) tuōlājīshǒu(拖拉机手)

 

12.คำนามที่มีคำบอกตำแหน่งต่อท้าย ให้เขียนแยกกัน
เช่น
shān shàng(山上) shù xià(树下)mén wài(门外)mén wàimiàn(门外面)hé li(河里) hé limiàn(河里面)huǎchē shàngmiàn(火车上面)xuéxiào pángbiān(学校旁边)Yǎngdìng Hé shàng(永定河上)Huáng Hé yǐnán(黄河以南)

แต่คำที่เกิดเป็นคำใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักการของคำบอกตำแหน่งแล้วให้เขียนติดกัน
Tiānshang(天上) dìxia(地下)Kōngzhōng(空中) hǎiwài(海外)

 

13. ชื่อกับแซ่ ให้เขียนแยกกัน  โดยใช้อักษรตัวใหญ่เขียนทั้งคู่ เช่น
Lǐ Huá(李华) Wáng Jiànguó(王建国)Dōngfāng Shuò(东方朔) Zhūgě Kǒngmíng(诸葛孔明)Lǔ Xùn(鲁迅) Méi Lánfāng(梅兰芳)Zhāng Sān(张三) Wáng Mázi(王麻子)

 

14.แซ่กับตำแหน่ง ให้เขียนแยกกัน แซ่ ให้เขียนตัวใหญ่ ส่วนตำแหน่งเริ่มด้วยอักษรตัวเล็ก
เช่น
Wáng bùzhǎng(王部长) Tián zhǔrèn(田主任)Lǐ xiānsheng(李先生) Zhào tóngzhì(赵同志)

15.คำอุปสรรคนำหน้าแซ่ “老”、“小”、“大”、“阿” ให้เขียนแยก และเขียนตัวใหญ่ทั้งคู่ เช่น
Xiǎo Liú(小刘) Lǎo Qián(老钱)Dà Lǐ(大李) ā Sān(阿三)
หากกลายเป็นคำเฉพาะไปแล้ว ให้เขียนติดกัน ขึ้นด้วยตัวใหญ่
Kǒngzǐ(孔子) Bāogōng(包公)Xīshī(西施) Mèngchángjūn(孟尝君)

 

16.ชื่อสถานที่ที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้เขียนชื่อกับระดับของสถานที่แยกกัน เริ่มด้วยตัวใหญ่ทั้งคู่
เช่น
Běijīng Shì(北京市)Héběi Shěng(河北省)Yālù Jiāng(鸭绿江)Tài Shān(泰山)Dòngtíng Hú(洞庭湖)Táiwān Hǎixiá(台湾海峡)

17.ชื่อสถานที่ระดับตำบล หมู่บ้าน หรือ รวมกับคำนามอื่น ๆ เช่น สะพาน ร้านค้า ให้เขียนติดกัน
เช่น
Wángcūn(王村) Jiǔxiānqiáo(酒仙桥)Zhōukǒudiàn(周口店) Sāntányìnyuè(三潭印月)

18.ชื่อชาวต่างชาติให้ใช้วิธีการเขียนแบบสากล ไม่ต้องเป็นเสียงที่ถอดจากอักษรจีน ให้ใช้ชื่อที่เจ้าของชื่อใช้ เช่น
Ulanhu(乌兰夫) Akutagawa Ryunosuke(芥川龙之介)Ngapoi Ngawang Jigme(阿沛-阿旺晋美)Marx(马克思)Darwin(达尔文)Newton(牛顿)Einstein(爱因斯坦)Urumqi(乌鲁木齐)Hohhot(呼和浩特)Lhasa(拉萨)London(伦敦)Paris(巴黎)Washington(华盛顿)Tokyo(东京)

คำทับศัพท์ที่เป็นภาษาจีนแล้วให้เขียนติดกัน เช่น Fēizhōu(非洲) Nánmēi(南美)Déguó(德国) Dōngnányà(东南亚)

 

19.คำกริยา + คำช่วยให้เขียนติดกัน

Kànzhe(看着) jìnxíngzhe(进行着)Kànle(看了) jìnxíngle(进行了)Kànguo(看过) jìnxíngguo(进行过)

20. 了 ท้ายประโยคให้เขียนแยก เช่น Huǒchē dào le(火车到了。)

 

21.คำกริยา + กรรม ให้เขียนแยกกัน

Kàn xìn(看信) chī yú(吃鱼)Kāi wánxiào(开玩笑) jiànchéng(建成)Huàwéi(化为) dàngzuò(当做)Zǒu jìnlai(走进来) zhěnglǐ hǎo(整理好)jiànshè chéng(建设成) gǎixiě wéi(改写为)

 

22.คำคุณศัพท์ที่ซ้ำปละไม่ซ้ำคำ ให้เขียนติดกัน

Mēngmēngliàng(蒙蒙亮)Liàngtángtáng(亮堂堂)

 

23.คำคุณศัพท์กับคำขายด้านหลังจำพวก “些”、“一些”、“点儿”、“一点儿” ให้เขียนแยกกัน

dà xiē(大些) dà yīxiē(大一些)kuài diǎnr(快点儿) kuài yīdiǎnr(快一点儿)

 

24.คำสรรพนาม
24.1 คำบอกจำนวนพหูพจน์ให้เขียนติดกัน เช่น Wǒmen(我们) tāmen(他们)

24.2 คำสรรพนามบอกสถานที่และปฤจฉาสรรพนามให้เขียนแยก
zhè rén(这人) nà cì huìyì(那次会议)zhè zhī chuán(这只船)nǎ zhāng bàozhǐ(哪张报纸)“这”、“那”、“哪”和“些”、“么”、“样”、“般”、“里”、“边”、“会儿”、“个”,连写。zhèxiē(这些) zhème(这么)nàyàng(那样) zhèbān(这般)nàlǐ(那里) nǎlǐ(哪里)zhèbiān(这边) zhèhuìr(这会儿)zhège(这个) zhèmeyàng(这么样)

24.3 คำสรรพนามกับคำศัพท์ด้านหลังให้เขียนติดกัน เช่น
gè guó(各国) gè gè(各个)gè rén(各人) gè xuékē(各学科)měi nián(每年) měi cì(每次)mǒu rén(某人) mǒu gōngchǎng(某工厂)běn shì(本市) běn bùméng(本部门)gāi kān(该刊) gai gōngsì(该公司)wǒ xiào(我校) nǐ dānwèi(你单位)

 

25.ตัวเลขกับคำลักษณนาม

25.1 ตัวเลขตั้งแต่ 11 - 99 ให้เขียนติดกัน shíyī(十一) shíwǔ(十五)sānshísān(三十三) jiǔshíjiǔ(九十九)

25.2 ให้เขียนแยกหน่วยของเลขแต่ละหลัก jiǔyì ling qīwàn èrqiān sānbǎi wǔshíliù(九亿零七万二千三百五十六)liùshisān yì qīqiān èrbǎi liùshíbā wàn siqiān ling jiǔshíwǔ(六十三亿七千二百六十八万四千零九十五)

25.3 คำบอกลำดับ ให้ใช่ - ขั้นกลาง เช่น dì-yī(第一) dì-shísān(第十三)dì-èrshíbā(第二十八) dì-sānbǎi wǔshíliù(第三百五十六)

25.4 ตัวเลขกับลักษณนามให้เขียนแยกกัน
เช่น liǎng gè rén(两个人) yī dà wǎn fàn(一大碗饭)liǎng jiān bǎn wūzi(两间半屋子) wǔshísān réncì(五十三人次)表示约数的“多”、“来”、“几”和数词、量词分写。yībǎi duō gè(一百多个) shí lái wàn rén(十来万人)jǐ jiā rén(几家人) jǐ tiān gōngfu(几天工夫)“十几”、“几十”连写。shíjǐ gè rén(十几个人) jǐshí gēn gāngguǎn(几十根钢管)

 

 

26.คำที่ไม่ใช่คำประเภทเดียวกัน ให้เขียนแยกกัน

26.1 คำวิเศษณ์ + คำประเภทอื่น  hěn hǎo(很好) dōu lái(都来)gèng měi(更美) zuì dà(最大)bù lái(不来)yīng bù yīnggāi(应不应该) gānggāng zǒu(刚刚走)fēicháng kuài(非常快) shífēn gǎndòng(十分感动)

26.2 คำบุพบท + คำประเภทอื่น zài qiánmiàn(在前面) xiàng dōngbiān qù(向东边去)wèi rénmín fúwù(为人民服务) cóng zuótiān qǐ(从昨天起)shēng yú 1940 nián(生于1940年) guānyú zhègè wèntí(关于这个问题)

26.3 คำสันธาน + คำประเภทอื่น gōngrén hé nóngmín(工人和农民) bùdàn kuài érqiě hǎo(不但快而且好)guāngróng ér jiānjù(光荣而艰巨) Nǐ lái háishì bù lái?(你来还是不来?)

 

27.คำช่วยให้เขียนแยก
dàdì de nǚér(大地的女儿)Zhè shì wǒ de shū.(这是我的书。)Wǒmen guòzhe xìngfú de shēnghuó.(我们过着幸福的生活。)Shāngdiàn li bǎimǎnle chī de,chuān de,yòng de.(商店里摆满了吃的、穿的、用的。)mài qīngcài luóbo de(卖青菜萝卜的)Tā zài dàjiē shàng mànman de zǒu.(他在大街上慢慢地走。)Tǎnbái de gàosu nǐ ba.(坦白告诉你吧。)Tā yī bù yī gè jiǎoyìnr de gōngzuòzhe.(他一步一个脚印儿地工作着。)Shàonián zhī jiā(少年之家)zuì fādá de guójiā zhī yī(最发达的国家之一)

 

28.คำช่วยนำเสียง ให้เขียนแยก

Nǐ zhīdao ma?(你知道吗?)Zěnme hái bù lái a?(怎么还不来啊?)Kuài qù ba!(快去吧!)Tā shì bù huì lái de.(他是不会来的。)

 

29.คำอุทาน ให้เขียนแยก

A!Zhēn měi!(啊!真美!)Ng,nǐ shuō shénme?(嗯,你说什么?)Hm,zǒuzhe qiáo ba!(哼,走着瞧吧!)

 

30.คำเลียนเสียง ให้เขียนแยกตามพยางค์
Pa!(啪!) huahua(哗哗)Jiji-zhazha(叽叽喳喳)“honglong”yī shēng(“轰隆”一声)Dà gōngjī wo-wo-ti.(大公鸡喔喔啼。)“Du—”qìdí xiǎng le.(“嘟—”汽笛响了。)

31.คำสุภาษิต
31.1 หากแยกเป็น 2 คำได้ ให้ใช้ - ตรงกลาง เช่น céngchū-bùqióng(层出不穷) fēngpíng-làngjìng(风平浪静)àizēng-fēngmíng(爱憎分明) shuǐdào-qúchéng(水到渠成)yángyáng-dàguān(洋洋大观) píngfēn-qiūsè(平分秋色)guāngmíng-lěiluò(光明磊落) diānsān-dǎosì(颠三倒四)

31.2 หากแยกไม่ได้ให้เขียนติดกัน เช่น bùyìlèhū(不亦乐乎) zǒngéryánzhī(总而言之)àimònéngzhù(爱莫能助) yīyīdàishuǐ(一衣带水)húlihútu(糊里糊涂) hēibuliūqiū(黑不溜秋)diàoérlángdāng(吊儿郎当)

 

32.การใช้อักษรตัวใหญ่

32.1 พยางค์ขึ้นต้นประโยคหรือต้นบทกลอน ให้เขียนตัวใหญ่

32.2 คำนามเฉพาะให้เขียนตัวใหญ่ขึ้นต้น
Běijīng(北京) Chángchéng(长城) Qīngmíng(清明)由几个词组成的专有名词,每个词的第一个字母大写。Guójì Shūdiàn(国际书店)Hépíng Bīngguǎn(和平宾馆)Guāngmíng Rìbào(光明日报)

32.3 คำนามเฉพาะ + คำทั่วไป ให้เขียนติดกัน ข้างหน้าตัวใหญ่
Zhōngguórén(中国人)Míngshǐ(明史)Guǎngdōnghuà(广东话)已经转化为普通名词的,第一个字母小写。Guǎnggān(广柑) zhōngshānfú(中山服)Chuānxiōng(川芎) zàngqīngguǒ(藏青果)

33.การย้ายบรรทัด ให้ยึดพยางค์มาแยก และมี - ขั้นกลาง เขียนตัวเล็ก
guāng-míng(光明) ห้ามเขียนเป็น “gu-āngmíng”

 

34.คำที่มีการผันเสียง ไม่ต้องเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ ให้ใส่วรรณยุกต์เดิม ยกเว้นต้องการสื่อเสียงอ่านจริงของคำหรือวลีหรือประโยคนั้น เป็นกรณีไป

yī jià(一架) yī tiān(一天) yī tóu(一头)yī wǎn(一碗) qīwàn(七万) qī běn(七本)bā gè(八个) qīshàng-bāxià(七上八下)bù qù(不去) bù duì(不对) bùzhìyú(不至于)

 

การถอดเสียงภาษาจีนด้วย PINYIN (拼音)ตอนที่ 3

12.Z

Z (จือ)

ฐานปลายลิ้น - หลังฟัน เสียงระเบิด – เสียดแทรกไม่มีลม เวลาออกเสียง ปลายลิ้นยื่นไปแตะหลังฟันบน แล้วขยับปลายลิ้นออกห่างเล็กน้อย ให้ลมหายใจเสียดแทรกออกมาจากช่องปาก เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

13.C

C (ชือ)

ฐานปลายลิ้น-หลังฟัน เสียงระเบิด-เสียดแทรกมีลม ฐานที่เกิดเสียงเหมือนกับ z โดยส่วนใหญ่ แต่ต้องให้ลมหายใจพุ่งออกมาโดยแรงเต็มที่

14.S

S (ซือ)

ฐานปลายลิ้น-หลังฟัน เสียงเสียดเเทรก เวลาออกเสียง ปลายลิ้นอยู่ใกล้หลังฟันล่าง ลมหายใจจะเสียดแทรกออกมาจากช่องว่างระหว่างกลางลิ้นกับหลังฟันบน

สระของ zi, ci, si คือ สระปลายลิ้นส่วนหน้า  เสียง (อือ) จะใช้ตัว i มาแสดง เนื่องจากเสียง [i] อี ไม่ปรากฎอยู่หลัง Z, C,S ฉะนั้นสระ i (อือ) ใน zi, ci, si จะอ่านเป็นเสียง [i] (อี) ไม่ได้เป็นอันขาด

16.J

J (จี)

ฐานกลางลิ้น เสียงระเบิด-เสียดเทรกไม่มีลม เวลาออกเสียง ส่วนหน้าของกลางลิ้นแตะเพดานแข็ง ปลายลิ้นแตะหลังฟันล่าง ลมหายใจระเบิดและเสียดแทรกออกมาจากช่องระหว่างส่วนหน้าของกลางลิ้นกับเพดานแข็ง เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

17.Q

Q (ชี)

ฐานกลางลิ้น เสียงระเบิด-เสียดแทรกมีลม ฐานที่เกิดเสียงเหมือนกับ j โดยส่วนใหญ่ แต่ต้องปล่อยลมหายใจแรงเต็มที่

18.X

X (ซี)

ฐานกลางลิ้น เสียงเสียดแทรก เวลาออกเสียง ส่วนหน้าของกลางลิ้นจะอยู่ใกล้กับเพดานแข็ง ลมหายใจเสียดแทรกออกมาตรงช่องนี้ เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

19.Zh

Zh (จรือ)

ฐานปลายลิ้น-เพดานแข็ง เสียงระเบิด-เสียดแทรกไม่มีลม เวลาออกเสียงปลายลิ้นห่อตัวกระดกขึ้นไปเตะเพดานแข็ง จากนั้นจึงลดระดับลิ้นลงมา เกร็งปลายลิ้นเล็กน้อย พร้อมกับออกเสียง ลมหายใจระเบิดและเสียคแทรกออกมาระหว่างปลายลิ้น กับเพดานแข็ง เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

20.Ch

Ch (ชรือ)

ฐานปลายลิ้น-เพดานแข็ง เสียงระเบิด-เสียดแทรกมีลม เวลาออกเสียง ฐานที่เกิดเสียงเหมือนกับ zh โดยส่วนใหญ่ แต่ต้องปล่อยลมหายใจแรงเต็มที่

21.Sh

Sh (ซรือ)

ฐานปลายลิ้น-เพดานแข็ง เสียงเสียดแทรกแบบชัด เวลาออกเสียงปลายลิ้นห่อตัวกระดกขึ้นไปอยู่ใกล้กับเพดานแข็ง ลมหายใจเสียดแทรกออกมาระหว่างปลายลิ้นกับเพดานแข็ง เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

22.R

R (รือ)

ฐานปลายลิ้น-เพดานแข็ง เสียงเสียดแทรกแบบไม่ชัด เสียงข้างลิ้น เวลาเปล่งเสียง ตำแหน่งของลิ้นจะไกล้เคียงกับตำแหน่ง sh แต่ R เป็นเสียงเสียดแทรกซึ่งเส้นเสียงต้องสั่นสะเทือน

zhi chi shi ri นั้น เป็นสระปลายลิ้นส่วนหลัง สระที่เกาะอยู่ข้างหลัง เสียงอือ จะใช้ตัว i มาแทนเสียง เนื่องจากเสียง i (อี ) ในภาษาจีนกลางจะไม่ปรากฎอยู่หลัง Zh Ch Sh R ฉะนั้นสระ i ซึ่งอยู่หลัง Zhi Chi Shi Ri จะอ่านเป็น ( อี ) ไม่ได้

23.Y

Y (อี)

เสียงกึ่งสระ ใช้เขียนหน้ารูปสระ i และ ü ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะต้น เช่น 1.ia เขียนเป็น ya  2.ün เขียนเป็น yun

24.W

w (อู)

เสียงกึ่งสระ ใช้เขียนหน้ารูปสระ u ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะต้น เช่น ua เขียนเป็น wa 

การถอดเสียงภาษาจีนด้วย PINYIN (拼音)ตอนที่ 2

พยัญชนะต้น

333
3
1.B

B ( โป)

ฐานริมฝีปากบน-ล่าง เสียงระเบิดไม่มีลม เวลาออกเสียง ริมฝีปากบนและล่างจรดกัน กักลมหายใจไว้ในช่องปากแล้วเปิดริมฝีปากโดยฉับพลัน ปล่อยให้ลมระเบิดออก เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

2.P

P (โพ)

ฐานริมฝีปากบน-ล่าง เสียงระเบิดมีลม ฐานที่เกิดเสียงเหมือนกับ b โดยส่วนใหญ่ เพียงแต่ลมหายใจที่ระเบิดพุ่งออกมาจะแรงกว่า เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

3.M

M (โม)

ฐานริมฝีปากบน-ล่าง เสียงจมูกไม่มีลม เวลาออกเสียงริมฝีปากบนและถ่างจรดกันเพดานอ่อนและลิ้นไก่หย่อนลงปล่อยให้ลมหายใจออกมาทางโพรงจมูก เส้นเสียงสั่นสะเทือน

4.F

F (โฟ)

ฐานฟันบน-ริมฝีปากล่าง เสียงเสียดแทรก เวลาออกเสียงฟันบนจรดริมฝีปากล่าง ลมหายใจเสียดแทรกออกจากตรงกลาง เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

5.D

D (เตอ)

ฐานปลายลิ้น เสียงระบิดไม่มีลม เวลาออกเสียง ปลายลิ้นแตะไว้ที่ปุ่มเหงือกบน กักลมหายใจไว้ในช่องปากแล้วเลื่อนปลายลิ้นลงมาโดยฉับพลัน ปล่อยให้ลมระเบิดออก เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

6.T

T (เทอ)

ฐานปลายลิ้น เสียงระเบิดมีลม ฐานที่เกิดเสียงเหมือนกับ d โดยส่วนใหญ่ เพียงแต่ลมหายใจที่ระเบิดพุ่งออกจากช่องปากจะแรงกว่า เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

7.N

N (เนอ)

ฐานปลายลิ้น เสียงจมูก เวลาออกเสียง ปลายลิ้นเตะไว้ที่ปุ่มเหงือกบน เพดานอ่อนและลิ้นไก่หย่อนลง แล้วเปิดโพรงจมูกให้ลมหายใจออก เส้นเสียงสั่นสะเทือน

8.L

L (เลอ)

ฐานปลายลิ้น เสียงข้างลิ้น เวลาออกเสียง ปลายลิ้นแตะไว้ที่ปุ่มเหงือกบน แต่อยู่หลังตำแหน่ง n เล็กน้อย ลมหายใจจะผ่านออกมาทางสองข้างของส่วนหน้าลิ้น   เส้นเสียงสั่นสะเทือน

9.G

G (เกอ)

ฐานโคนลิ้น เสียงระเบิด ไม่มีลม เวลาออกเสียง โคนลิ้นแตะเพดานอ่อน แล้วให้โคนลิ้นออกห่างจากเพคานอ่อน โดยฉับพลัน ปล่อยให้ลมหายใจระเบิดพุ่งออกมา เส้นเสียง ไม่สั่นสะเทือน

10.K

K (เคอ)

ฐานโคนลิ้น เสียงระเบิดมีลม ฐานที่เกิดเสียงเหมือนกับ k โดยส่วนใหญ่ แต่ต้องใช้ลมหายใจแรงเมื่อมันระเบิดพุ่งออกจากช่องปาก เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน

11.H

H (เฮอ)

ฐานโคนลิ้น เสียงเสียดแทรก เวลาออกเสียง โคนลิ้นอยู่ใกล้กับเพดานอ่อน ลมหายใจเสียดแทรกออกจากตรงกลางอย่างชัดเจน เส้นเสียงไม่สั่นสะเทือน